Stranger in a lonesome night

#StrangerInLonesomeCity

Stranger in a lonesome night.

.

.

“มึง ไปแดกเหล้ากันมั้ย มีร้านเปิดใหม่เค้าว่าเพลงเพราะ ช่วงนี้มีโปรด้วยนะมึง”
แทฮยองรัวคำพูดใส่สายโทรศัพท์ทันทีที่ผมกดรับสาย “น๊า มึงน๊า ไปกันนะ มึงจะนอนเหงานอนอืดแค่เพราะโดนเมียทิ้งไม่ได้นะเว่ย ไปหาไปเจอคนใหม่บ้างดิ น๊า”
“เออๆ” ผมตอบรับตัดรำคาญไป ถึงเพื่อนตัวแสบจะให้เหตุผลว่าอยากให้ผมออกไปเจอผู้คนบ้าง แต่ผมว่ามันนั่นแหละที่อยากออกไปหม้อสาวๆซะมากกว่า “ร้านไหนล่ะมึง”

แทฮยองบอกพิกัดของร้านเหล้าใกล้กับริมแม่น้ำฮันออกมา พร้อมนัดเวลากันที่ 2 ทุ่ม ไปถึงร้านเร็วหน่อยเผื่อว่าคนจะเยอะ แต่ผมว่าไม่น่าเยอะหรอก นี่มันวันพุธกลางสัปดาห์ แถมร้านนั้นยังอยู่นอกโซนสถานที่เที่ยวกลางคืนอีก

ผมยกนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดู เพิ่งจะห้าโมงครึ่ง ผมยังมีเวลาอีกนานกว่าที่จะถึงเวลานัด ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวแล้วหาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า

อ่อ ผมลืมแนะนำตัวไปสินะครับ ผม ‘คิมนัมจุน’ อายุ 22 นักศึกษาเอกมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย N ยังไม่ได้เกณฑ์ทหาร และแบบที่คุณรู้จากปากเพื่อนตัวแสบของผมไปแล้ว ใช่ครับผมเพิ่งถูกแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยบอกเลิกเมื่อช่วงก่อนปิดเทอมที่ผ่านมานี่เอง ด้วยเหตุผลที่ใครๆฟังก็พากันเบ้หน้าอย่างผมดีเกินไป ไม่เหมาะกับเธอ

เอาจริงๆผมไม่ได้เศร้าอะไรมากมายหรอกครับ มีความรู้สึกว่างๆโหวงๆในใจบ้าง แถมด้วยแอบงงๆด้วยซ้ำเมื่อหลังจากแฟนเก่าผมบอกเลิกผมแค่สองวัน ยัยนั่นก็ขึ้นสถานะว่ากำลังคบกับหนุ่มฮอตคณะบริหาร จะไม่งงได้ไงล่ะครับก็ก่อนนี้เธอตัวติดกับผมเป็นตังเม แล้วนี่ไปเอาเวลาที่ไหนไปคบกันล่ะนี่

ตามที่ผมเล่าไปนั่นแหละครับ ปิดเทอมนี้พอไม่มีแฟนผมก็เลยว่างๆ เติมเต็มชีวิตตัวเองด้วยการนอน กิน เล่นเกม แล้วก็ดื่มเบียร์ แล้วก็นอน เตรียมตัวเองให้พร้อมเผื่อเจอหน้าแฟนเก่าตอนเปิดเทอม นี่ผมไม่ได้เศร้าจริงๆนะคุณ

เข็มนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มห้านาที ผมยืนอยู่หน้าร้านที่แทฮยองนัดผมเอาไว้ ร้านนี้เป็นผับแจ๊สขนาดไม่ใหญ่มากนัก และตามที่ผมคิดไว้วันนี้คนไม่ได้เยอะขนาดนั้นถึงจะมีโปรโมชั่นเบียร์สด 1 แถม 1 ก็เถอะ ยืนรออยู่ไม่เกิน 10 นาที แทฮยองก็มาถึงร้านพอดี

พวกผมเข้าไปจับจองโต๊ะเล็กทางมุมขวาของร้านที่ดูเป็นส่วนตัวกว่าโซนอื่น แต่ก็ยังคงเห็นเวทีชัดเจนอยู่ พวกผมสั่งเบียร์ดำมา 2 เหยือก ไม่ใช่ว่าเป็นสายแข็งอะไรนะครับถึงได้สั่งมาทีละสองแบบนี้ แต่มันเป็นโปรโมชั่นน่ะ ไม่สั่งแบบนี้เดี๋ยวร้านเค้าน้อยใจแย่

ผมกับแทฮยองนั่งละเลียดเบียร์กันไปเรื่อยๆ วงดนตรีของที่นี่เล่นดีตามที่เค้าของแทฮยองว่ามาจริงๆ นานแล้วที่ผมไม่ได้มานั่งผับแจ๊สแบบนี้ ส่วนคนที่โฆษณาว่าเพลงที่นี่ดีอย่างนั้นอย่างนี้น่ะหรอ ผมไม่เห็นมันจะสนใจเวทีมากไปกว่าพี่สาวโต๊ะเยื้องกันที่กำลังส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงนั่นเลย

“นี่มึงจะให้กูมาเจอผู้คน หรือมึงอยากเจอเองครับเพื่อน” ผมถามกระเซ้ามันไป

“กูเจอกับมึงเจอก็เหมือนกันนั่นแหละ มึงว่านูน่าเสื้อดำนั่นชอบกูป่าววะ เค้าหันมาสบตากูตลอดเลย” แทฮยองกระซิบตอบผม ทั้งที่สายตายังไม่ละมาจากนูน่าเสื้อดำที่ดูท่าจะเป็นสาวออฟฟิศเลย มันยกแก้วเบียร์ขึ้นมาส่งสัญญาณชนแก้วให้โต๊ะนั้นด้วย แถมสาวเจ้ายังเล่นด้วยกับมันอีกแน่ะ

“เฮ้ย แทแท!” ระหว่างที่ไอ้แทฮยองกำลังยักคิ้วหลิ่วตากับนูน่าโต๊ะข้างๆ ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาจากทางด้านหลังของผม พอหันไปก็เจอผู้หญิงคนนึงกำลังเดินมาทางโต๊ะของพวกผม “แทแทจริงๆด้วยอ่ะ ไม่ได้เจอตั้งนาน เป็นไงบ้าง” เดี๋ยวนะ แทแทนี่คือไอ้แทฮยองนี่หรอ
“อ๊ะ เยจีซอนเบ สวัสดีครับ” เพื่อนผมลุกขึ้นยืนทักทายสาวคนที่มาใหม่ ชัดเลย แทแทนี่ชื่อเล่นมันหรอเนี่ย ผมคบกับมันมาสองปีไม่เห็นมันเคยเล่าให้ฟังเลย

“เฮ้ย ไม่ต้องมากพิธีน่า ทำตัวตามสบายๆ” พี่ผู้หญิงที่ชื่อเยจีอะไรนั่นเอามือตบบ่าแทฮยองเบาๆ “แล้วนี่มากับเพื่อนหรอ” เธอหันมาเลิกคิ้วทำตาโตใส่ผมเบาๆ

“ครับพี่เยจี นี่นัมจุนเพื่อนที่มหาลัยผมครับ, นัมจุนนี่พี่เยจี รุ่นพี่ที่โรงเรียนของฉัน” โอ้โห ไอ้แทแทอยู่ต่อหน้ารุ่นพี่นี่เปลี่ยนสรรพนามฉับพลันเลยนะ

“แล้วนี่พี่เยจีมาคนเดียวหรอครับ” แทแทหันไปให้ความสนใจกับพี่เยจีของมันต่อหลังจากเห็นว่าผมกับรุ่นพี่สาวทักทายกันตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว

“มากับยุนกิน่ะ จำยุนกิได้ใช่มั้ยแทแท นี่ยุนกิเอารถไปวนหาที่จอดอยู่” พี่เยจีพูดพลางชะเง้อชะแง้มองหาเพื่อนที่มาด้วยกัน “อ๊ะ นั่นไง! ยุนกิๆ ทางนี้!” พี่เยจียกมือขึ้นโบกให้ผู้ชายตัวเล็ก ที่ผิวขาวอย่างกับหลอดนีออนเดินได้

พอคนที่ชื่อยุนกิเดินเข้ามาถึงโต๊ะ เจ้าแทฮยองก็รีบโค้งทักทายอย่างสุภาพแบบที่ผมไม่เคยเห็นมันทำมาก่อนเลย “สวัสดีครับยุนกิซอนเบนิม!” แถมยังพูดทักทายเสียงดังจนสาวโต๊ะข้างๆหันมามองกันทั้งโต๊ะอีกต่างหาก

“นี่ยุนกิ จำแทแทได้มั้ยที่เคยอยู่ชมรมเราน่ะ” พี่เยจีถามเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่

“จำได้ดิ ทำไมเราจะจำคนที่สมัครเข้าชมรมบาสเพราะแอบชอบแฟนเราไม่ได้ล่ะ” รุ่นพี่ตัวขาวนั่นพูดแซวเพื่อนผมที่ยังคงก้มหน้างุดๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเขินหรือมันกลัว

พอดีกับเป็นช่วงพักวงบนเวที ผมเลยได้คุยกับสองคนที่มาใหม่ สรุปแล้วทั้งคู่เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนมัธยมของแทฮยอง พี่สาวที่ชื่อเยจีเป็นผู้จัดการทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียน อายุมากกว่าพวกผมปีนึง ส่วนคนตัวขาวนั่นคือพี่ยุนกิ อายุมากกว่าพวกผม 2 ปี ถึงจะเห็นตัวเล็กแบบนี้ แต่สมัย ม.ปลายพี่เขาเป็นกัปตันทีมบาสของโรงเรียนเลยทีเดียว และแน่นอนว่าแฟนของพี่เขาในตอนนั้นที่เจ้าแทแทไปจีบนี่ก็คือพี่เยจีนั่นเอง

พี่เยจีเรียนปีสามคณะบริหาร ที่ม.S ส่วนพี่ยุนกิเป็นว่าที่นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่เยจี พี่เยจีเป็นคนคุยสนุก ไม่แปลกที่เจ้าแทฮยองเพื่อนผมมันหลงเสน่ห์พี่เขาเอามากๆ ส่วนยุนกิฮยองที่นั่งข้างผมนี่ดูนิ่งกว่า สายตาดูดุๆด้วย มิน่าเจ้าแทฮยองถึงไม่กล้าสบตาขนาดนั้น

ขณะที่ปล่อยให้เจ้าแทฮยองรำลึกความหลังกับพี่เยจีคนสวย ผมก็ได้คุยกับพี่ยุนกิหลายเรื่อง ทั้งดนตรี วรรณกรรม ภาพยนตร์ ยาวไปจนถึงเรื่องสังคมและการเมือง ผมพบว่าพี่ยุนกิที่ดูนิ่งๆดุๆนั้น เอาเข้าจริงเป็นคนคุยสนุกอยู่เหมือนกัน แถมรสนิยมหลายอย่างก็ตรงกับผมด้วย

พวกเราสั่งเบียร์มาเพิ่มอีกหลายเหยือก ถึงบทสนทนาที่มีระหว่างกันจะยืดยาวขนาดไหน แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พวกเราถือจังหวะที่วงดนตรีวงที่สามของค่ำคืนอำลาเวทีไปเป็นเวลาแยกย้ายของพวกเรา ตอนนั้นเข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนนิดๆ แทฮยองอาสาไปส่งพี่เยจีเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน

“นัมจุน, บ้านอยู่แถวไหนน่ะ” พี่ชายตัวขาวถามผมขึ้นหลังจากแท็กซี่ที่แทฮยองกับพี่เยจีโดยสารเคลื่อนตัวออกไปแล้ว

“อ่า แถว…ครับ” ผมตอบกลับไป

“อ่อ” พี่ยุนกิเอนหลังไปพิงผนังตึกที่อยู่ด้านหลัง ก้มมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ สลับกับเงยหน้ามองฟ้า แล้วถอนหายใจหนักๆออกมา “นายรีบกลับมั้ย?”

“ก็ไม่ครับพี่ ผมยังไงก็ได้”

“งั้น ไปต่อกันมั้ย?” พี่ยุนกิหันมาสบตารอคำตอบจากผม จู่ๆหัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาซะอย่างนั้น และเป็นหัวใจผมอีกนั่นแหละที่สั่งให้ผมพยักหน้าตอบพี่เขาไป

พี่ยุนกิเดินนำผมลัดเลาะมาตามตรอกซอกซอย ก่อนจะมาโผล่ที่ถนนเลียบแม่น้ำฮัน ลมเย็นๆจากแม่น้ำพัดมาปะทะหน้าผมแผ่วเบา หน้าร้อนแบบนี้ ผมว่านั่งจิบเบียร์ริมน้ำก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอกนะครับ

ผมกับพี่ยุนกิหาที่นั่งเหมาะๆได้แล้วก็เริ่มเปิดกระป๋องเบียร์ที่เราแวะซื้อจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทาง พี่ยุนกิดึงบุหรี่ออกมาจากซองหน้าตาประหลาด แล้วคาบไว้ระหว่างริมฝีปากสีอ่อนนั่น แล้วยื่นซองบุหรี่มาทางผมพลางเลิกคิ้วถาม ทำนองว่าจะผมจะเอาด้วยมั้ย ผมยื่นมือออกไปรับบุหรี่ยี่ห้อไม่คุ้นตาไว้ตัวนึง ก่อนจะลองจุดสูบดู

เพียงแค่คำแรกของบุหรี่ประหลาดนั่นก็ทำให้ผมต้องสำลักควันออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะรสชาติของบุหรี่ที่ไม่คุ้นเคย ทั้งหวานและหนัก แต่ก็หอมเป็นบ้าเลย

“นี่บุหรี่อะไรอ่ะพี่”

“เค้าเรียก kretek เป็นบุหรี่อินโดน่ะ เค้าผสมกานพลูลงไปกับใบยาสูบด้วย หนักหน่อยแต่พี่ว่าดูดแล้วจมูกโล่งดี”

ผมพยักหน้ารับก่อนจะอัดบุหรี่เป็นรอบที่สอง คราวนี้เพราะตั้งตัวได้แล้วผมเลยไม่สำลักควันหนักๆนั่นอีก และพบว่ามันจริงอย่างที่พี่ยุนกิว่าไว้ มันโล่งจมูกดีจริงๆ แถมรสชาติหวานๆที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากมันก็เย้ายวนอย่างแปลกประหลาด

เสียงหัวเราะของพี่ยุนกิดังคลอไปกับเรื่องสัพเพเหระที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน ไม่รู้เพราะเขาเริ่มเมาหรือเพราะผมเริ่มมึนหัว แต่เราสองคนค่อยๆขยับตัวเขาชิดกันมากขึ้น บางครั้งพี่ยุนกิชะโงกตัวเข้ามาเล่าเรื่องตลกให้ผมฟัง จมูกผมได้กลิ่นหอมหวานแบบเดียวกับกลิ่นบุหรี่ที่พี่ยุนกิสูบจากผิวของเขา กลิ่นหอมหวานๆที่ผมไม่คุ้นเคย กลิ่นหอมที่ทำให้หัวใจของผมเต้นรัวแรง

ไม่ถึงสองชั่วโมงดีนัก เบียร์ที่พวกเราซื้อมาก็หมดไปอีก 6 กระป๋อง จู่ๆพี่ยุนกิที่นั่งเงยหน้ารับลมก็หันมาหาผม พร้อมพูดด้วยเสียงแหบๆจางๆ “นัมจุนอ่า เดินไปซื้อไอติมให้พี่หน่อยดิ พี่ว่าพี่เมาแล้วว่ะ”

“เมาแล้วกินหวานเดี๋ยวก็น็อคหรอกพี่” ผมท้วงออกไปเบาๆ

“พี่ติดแล้วอ่ะ เวลาเมาแล้วต้องกินไอติมล้างปาก นัมจุนอ่า ไปซื้อให้หน่อยน้า” คนตัวขาวหันมาอ้อนผมพร้อมแก้มแดงๆนั่น พลางล้วงมือจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาให้ผม

“ไม่เป็นไรพี่เดี๋ยวผมเลี้ยง ตอบแทนที่พี่เลี้ยงเบียร์ผมแล้วกัน” พี่ยุนกินิ่งคิดสักพักก่อนพยักหน้าตอบผม “พี่ชอบกินรสอะไรอ่ะ”

“เอาวนิลาอ่ะ แบบไหนก็ได้แต่ขอวนิลา”

ผมลุกขึ้นยืน สะบัดหัวไล่ความง่วงงุนก่อนจะเดินข้ามถนนไปร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม

ไม่ถึงสิบนาทีผมก็เดินกลับมาพร้อมไอศกรีมแบบแท่งรสวนิลาของพี่ยุนกิ และน้ำดื่มเย็นเจี๊ยบอีกหนึ่งขวด ผมยกน้ำขึ้นดื่มพลางมองพี่ยุนกิละเลียดไอศกรีมด้วยสีหน้ามีความสุข ครีมสีขาวละลายมาเกาะอยู่บนริมฝีปากที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อๆนั่น หัวใจผมกระตุกเต้นอีกแล้ว

“พี่นี่แปลกคนนะ ผมเห็นแต่คนกินหวานตอนเมาแล้วยิ่งเมาหนักไปอีก”

พี่ยุนกิไม่ตอบอะไรแค่หัวเราะเบาๆ ก่อนละเลียดไอศกรีมในมือต่อ หัวใจผมยังคงเต้นรัวแรงอยู่ในอก ผมจ้องใบหน้าขาวนั่นก่อนที่เส้นสติของผมจะขาดผึ่ง

“พี่ยุนกิ” ผมเรียกออกไปเบาๆ คนข้างตัวหันมาสบตาทั้งที่ริมฝีปากยังคงคาบไอศกรีมอยู่ “ผมชิมบ้างดิ” ไวเท่าความคิด ผมก้มหน้าลงไปงับเนื้อไอศกรีมฝั่งตรงข้ามกับพี่ยุนกิ มือผมเอื้อมขึ้นมากุมมือขาวๆนั่นไว้ไม่ให้เจ้าตัวดึงแท่งไอศกรีมหนี

ปลายจมูกของเราแทบจะชิดกัน ริมฝีปากก็ด้วย ตอนนี้ในหัวสมองผมขาวโพลน มีเพียงแววตาสีดำสนิทคู่นั้น กับกลิ่นใบยาสูบปะปนกับกลิ่นวนิลาอ่อนๆเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้

พี่ยุนกิหลุบตาลงมองไอศกรีมที่ยังคงคาอยู่ที่ริมฝีปากของตัวเองกับของผม ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมาสบกับสายตาผมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า แต่เหมือนผมเห็นรอยยิ้มยั่วยวนในแววตาคู่นั้น

พี่ยุนกิยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาลูบท้ายทอยผมเบาๆ พร้อมทั้งทิ้งมือข้างที่ถือไอศกรีมไว้ลงไปข้างตัว ผมรีบกำจัดที่ว่างระหว่างริมฝีปากของเราด้วยการกดจูบลงไป พี่ยุนกิเองก็รับเอาจูบของผมไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ผมสาบานกับพวกคุณเลยว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยสนใจหรือมีประสบการณ์อย่างว่ากับผู้ชายด้วยกันเลย แต่ตอนนี้ ผม, คิมนัมจุน, กำลังเปลือยกายกอดกระหวัดอยู่กับร่างเปลือยของชายอีกคนบนเตียงนอนในโรงแรมเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำฮัน

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเราทั้งสองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร รู้แต่ว่าเราทั้งคู่ไม่เคยปล่อยให้ริมฝีปากของเราต้องห่างกันเกินหนึ่งนาทีเลยนับตั้งแต่เดินเข้าห้องนี้มา อากาศร้อนรุ่มในหน้าร้อน ยังไม่เท่าอุณหภูมิของผิวที่เสียดสีกันไปมาของเราทั้งคู่ ถึงจะเปิดแอร์ไว้เย็นฉ่ำ แต่ทั้งผมและยุนกิก็ยังมีเม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นมาตามไรผมและกรอบหน้า

“นายไม่เคยทำกับผู้ชายใช่มั้ย” ยุนกิที่ตอนนี้นั่งคร่อมตัวผมไว้ก้มหน้าลงมากระซิบถามผมที่ข้างหู ผมพยักหน้าตอบไป เรียกรอยยิ้มจากคนข้างบน

ยุนกิไม่ได้ถามอะไรผมต่อ เขาโน้มตัวลงมาจูบผมอย่างเร่าร้อน ก่อนที่จะผละออกไปปล่อยให้ปลายลิ้นของผมไขว่คว้าหาลิ้นเล็กของเขาอย่างโหยหา คนตัวขาวไล่ริมฝีปากลงไปตามแนวร่างกายผม ทั้งซอกคอ หน้าอก แวะเล็มลิ้มกับยอดอกทั้งสองข้างของผม ก่อนจะลากลิ้นผ่านหน้าท้องของผมลงไป เพื่อที่จะไปหยอกล้อกับแก่นกายที่กำลังผงาดอยู่

ผมเคยมีประสบการณ์กับผู้หญิงมาบ้าง ถึงจะไม่มากนัก แต่บอกได้เลยว่ายุนกิเก่งกว่าบรรดาสาวๆที่ผมเคยผ่านมาทั้งหมด ในตอนที่ผมกำลังคิดว่าจะเสียทีให้กับริมฝีปากและเรียวลิ้นของยุนกินั้น คนตัวขาวก็ถอนริมฝีปากออกมา
ผมผงกหัวขึ้นมาจะประท้วง ร่างเล็กนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเอง พร้อมออกเสียงชู่ว์เบาๆ

“นัมจุนอ่า มีถุงยางมั้ย” ยุนกิถามขึ้น ผมเอี้ยวตัวลงไปคว้ากล่องสี่เหลี่ยมในกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ถอดทิ้งไว้ข้างเตียง แล้วส่งให้ยุนกิ หลังจัดการเสร็จสิ้น ยุนกิก็ยกสะโพกขึ้นก่อนจะกดลงมาให้แก่นกายของผมผลุบหายเข้าไปในช่องทางคับแคบทางด้านหลัง

คนตัวขาวนั่งหลับตาอยู่สักพัก รอให้ร่างกายของเขาคุ้นชินกับร่างกายของผม ก่อนที่จะเริ่มขยับสะโพกช้าๆแต่หนักแน่น เรียกเสียงครางหวิวได้ทั้งจากผมและจากริมฝีปากคู่สวยนั้น

จังหวะรักระหว่างเราเริ่มรุนแรงและเร่งเร็วขึ้นก่อนที่ผมจะปลดปล่อยออกมาพร้อมกับยุนกิที่เป็นคนคอยควบคุมเกมรักครั้งนี้ ร่างเล็กทาบทับลงมานอนเหนื่อยหอบบนหน้าอกของผม ก่อนจะยันตัวขึ้นแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

คืนนั้นผมพบว่าคนที่ปกติดูนิ่งเงียบ แถมด้วยดุอย่างเสือตามคำที่พี่เยจีพูดแซวเพื่อนของตัวเองไว้ตอนเราดื่มด้วยกัน เมื่อมาอยู่บนเตียงแบบนี้กลับพลิกบทบาทเป็นคนที่เผ็ดร้อนยิ่งกว่าพริกทุกชนิดบนโลกรวมกันเสียอีก วันนั้นกว่าผมจะได้นอนอีกครั้งก็เกือบ 6 โมงครึ่ง

ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีเวลาก็ผ่านไปจนเกือบเที่ยงแล้ว ที่นอนข้างกายผมเย็นชืด ถึงแม้ผมจะยังคงได้กลิ่มหอมหวานๆแบบเดียวกับกลิ่นผิวของเขาอยู่ แต่ยุนกิก็จากไปแล้วโดยปราศจากการร่ำลา 

ผมกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของตัวเองต่อไป แวะเวียนไปที่ผับแจ๊สโดดเดี่ยวริมแม่น้ำฮันบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอพี่เยจีหรือยุนกิอีกเลย ผมลองถามแทฮยองดูว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของพี่เยจีหรือยุนกิบ้างมั้ย เจ้านั่นก็ปฏิเสธมาว่าตั้งแต่โทรศัพท์เจ้านั่นพังไปเมื่อปีก่อน เบอร์ของรุ่นพี่หรือเพื่อนเก่าๆก็หายไปหมด แถมวันนั้นก็เมาจนลืมขอเบอร์กันไว้

ผมกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไปเรียน ไปเที่ยว ไปเหล่สาวกับเพื่อนๆ เว้นแต่อย่างเดียวที่เปลี่ยนไป ก็ยี่ห้อบุหรี่ ที่ผมหันมาสูบบุหรี่รสชาติแปลกที่ได้ลิ้มลองคืนนั้นนั่นแหละ ผมว่าผมติดกลิ่นมันเข้าให้แล้ว

—————————–

Note: Stranger in a lonesome night. เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากธีม Stranger in a lonesome city เรื่องราวของคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาแล้วเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

โรฮิงยา 2015 – ความเห็นจากผู้ไม่เชี่ยวชาญ แต่เคยทำงานเรื่องนี้มาบ้าง

จริง ๆ เขียนลงในโน้ตบน tablet แล้วแคปจอไปแชร์บนทวิตเตอร์  ผ่านไปหลายชั่วโมงเพิ่งรู้ว่ามาเปิดบนคอมแล้วมันอ่านยากมาเลย(ก็บน tablet เค้ามันอ่านได้ปกติน่ะ -*- ) เลยคัดมาลง blog เก็บไว้ด้วย

——————————————————————————

1.ปัญหาเรื่องโรฮิงยามันซับซ้อนกว่าที่คนไทยจำนวนมากเข้าใจ มันไม่ใช่แค่เรื่องข้ามแดนผิดกฎหมาย ไม่ใช่แค่เรื่องผู้อพยพ ไม่ใช่แค่เรื่องคนขี้เกียจไม่ทำควยไร ไม่ใช่แค่เรื่องคนเรื่องมาก ไม่ใช่แค่เรื่องมุสลิม ฯลฯ แต่มันเป็นปัญหาทางการเมืองภายใน และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพม่าเองด้วย

.
2.ถ้าไทยเรา(และประเทศอื่นในอาเซียน)ไม่อยากต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสังคมสงเคราะห์ ไม่อยากปวดหัวต้องมารับมือกับเรือผู้อพยพ เราต้องหาทางหยุดปัญหาภายในพม่า เราต้องกดดันและหาทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อที่โรฮิงยาจะได้ไม่จำเป็นต้องมาหาตายเอาดาบหน้าแบบนี้อีก

.
3.อ้าว! เรื่องภายในพม่า ทำไมพม่าไม่จัดการเอง ทำไมไทย หรือ? ที่ให้พม่าจัดการเองไม่ได้ และประเทศอื่นต้องมีส่วนร่วม เพราะ
3.1พม่าเป็นคู่ขัดแย้งในปัญหา และเป็นคู่ขัดแย้งที่กุมอำนาจรัฐ
3.2คำว่า globalisation ไม่ได้ใช้เฉพาะกับบริบททางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ใช้กับบริบทของสังคม-การเมืองด้วย ยิ่งเมื่อเรามีการรวมกลุ่มรวมตัวกันในภูมิภาค ปัญหาของประเทศหนึ่งๆ เมื่อดำเนินไปถึงจุดๆหนึ่ง มันจะลามออกมาเป็นปัญหาของประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเดียวกัน(หรือใกล้เคียง หรืออาจลุกลามไปไกลกว่านั้น)อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.
4.ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ถ้าต้องแก้ปัญหาแบบนั้น แล้วทำไมอาเซียนถึงไม่ทำมาตั้งนานแล้วล่ะ? ก็เพราะอาเซียนมี principle of non – interference อยู่ ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในกัน ซึ่งโดยหลักการมันก็น่าจะดี แต่ฟังก์ชั่นหลัก ๆ ก็คือใช้เพื่อปกป้องประเทศสมาชิกไม่ให้ถูกประเทศสมาชิกอื่นๆมาแหกหีในเรื่องเหี้ยๆของตัวเอง(ที่ทุกประเทศมีหมด)

.
5.อย่างไรก็ตามถามว่าการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม การทำสังคมสงเคราะห์ ต้องมีมั้ย? คำตอบคือเมื่อปัญหามันมาอยู่ตรงหน้ามันก็ต้องแก้ไปก่อน ซึ่งมันก็มีทางผันเงินเข้ามา หรือขอตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อนได้(จะในไทย มาเลฯ หรืออินโดฯ ก็ตาม) ที่ผ่านมาเราก็เคยทำกันแบบนั้น ทั้งตอนสงครามเขมร ทั้งตอนสมัยรัฐบาลทหารพม่าที่ชนกลุ่มน้อยทะลักหนีเข้ามาตามชายแดน ฯลฯ ซึ่งถ้าเราไม่ต้องการแบกภาระนานก็ต้องย้อนไปที่ข้อ 2 นั่นแหละ

.
6.สำหรับคนที่สงสัยว่าเป็นโรฮิงยาในพม่า ชีวิตมันแย่จนต้องล่องเรือมาตายกันเลยอย่างนั้นหรอ? ให้ลองคิดอย่างนี้ว่า ถ้าคุณเกิดมาอย่างไม่สถานะทางกฎหมายเลยตั้งแต่เกิด และไม่ใช่แค่คุณ แต่รุ่นพ่อแม่คุณก็ไม่มี ชีวิตคุณจะเป็นยังไง? สิ่งที่โรฮิงยาเจอจริงๆมันแย่กว่าสิ่งที่คุณจินตนาการได้อีก

.
7.ปิดท้าย เผื่อใครหาว่าโลกสวย ถามว่าคนโรฮิงยาเหี้ยๆมีมั้ย? ตอบเลยว่ามี ประเภทเจอแล้วอยากไล่ให้ไปไกลๆตีนก็มี คนโรฮิงยาที่เป็นนายหน้าค้ามนุษย์ก็มี(เช่นเดียวกับคนไทยที่หลอกขายคนไทยไปเป็นแรงงานทาสในต่างประเทศ) แต่…เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความเหี้ยของปัจเจก คุณอยากจัดการความเหี้ยของคนบางคนก็ให้สถานะทางกฎหมายเขา มองเขาเป็นมนุษย์ และจัดการไปตามกฎหมายสิ นั่นคือทางที่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกัน

.

by @mhonism
(ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ลี้ภัย โรฮิงยา อาเซียน หรือพม่า แต่เคยทำงานประเด็นนี้มาบ้าง และไม่ได้รู้จักคนโรฮิงยาแค่พ่อค้าขายโรตีแถวบ้าน)

เผยแพร่ครั้งแรก 17 พ.ค. 2558 https://twitter.com/mhonism/status/599833685353844736

ประชาธิป’ไทย ในความทรงจำ

408378_317103575057530_1884986748_n

จริงๆ ไปดูเรื่องนี้มาตั้งแต่รอบสื่อฯ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน(17 มิ.ย. 56) พอมาถึงตอนนี้ก็ลืมๆ สิ่งที่ดูไปประมาณ 60% ได้แล้ว ฮ่ะๆๆๆ ข้างล่างนี้คงเป็นบันทึกอะไรเล็กๆ น้อยๆ ถึงหนังเรื่องนี้

  • หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่เคยผ่าน “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” หรือหนังสือในทำนองนั้นมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่สำหรับคุณ
  • หนังเรื่องนี้เหมาะมากกับคนที่รู้จักคณะราษฎรในฐานะว่าชิงสุกก่อนห่าม ประชาชนไม่เคยพร้อม และ 14 ตุลา จบลงอย่างสงบตอนเช้าวันนั้นหน้าวังสวนจิตรฯ
  • แต่ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ สปช. แล้วเชื่อเรื่องที่เขียนอยู่ในนั้นเลย หนังเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณอยู่ดี
  • หนังเรื่องนี้ไม่ใช่อาหารแบบฟูลคอร์ส ไม่ใช่เมนคอร์ส แต่เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรอก ถ้าเราไม่หาเมนคอร์สมากินต่อ
  • หนังเรื่องนี้ไม่มีสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา… ส่วนตัวแล้วเรามองว่าสมศักดิ์เองก็ไม่ได้เหมาะที่จะอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับหนังคือกลุ่มคนที่เราอาจจะจัดกลุ่มเขาอย่างหยาบๆ ได้ว่า “สลิ่ม”, มีใครค้านมั้ยว่าท่าทีแบบสมศักดิ์(และตัวสมศักดิ์เอง – จะด้วยความใจแคบของสลิ่มหรืออะไรก็ตาม)ไม่เหมาะกับการชักจูงกลุ่มเป้าหมายนี้ให้เปิดใจรับฟัง
  • ถึงไม่มีสมศักดิ์ แต่ก็มีธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งบทบาทของธงชัยแม้จะไม่ได้ออกมาเยอะอย่างปริญญา แต่ก็เป็นคนพูดอะไรสำคัญๆ ในหนังอยู่ตลอดเวลา และมีประเด็นที่น่าจะทำให้กลุ่มคนดูเป้าหมายเก็บกลับไปคิด และต่อยอดได้เยอะอยู่1002259_370191119748775_65103101_n
  • ประเด็นนึงที่เราชอบที่ธงชัยพูด คือ ตอนที่ตัวผู้กำกับถามเรื่อง คนไทยไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง นอกจากธงชัยจะตอบว่าคำถามแบบนี้เป็น false question เป็นคำถามแบบเดียวกับ ‘ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน?’ ธงชัยยังเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเด็นในคนดูได้ลองพิจารณา คือ เวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง จุดเปลี่ยนมันไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชนพร้อมแล้วหรือยังไม่พร้อม จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์อยู่ที่ประชาชนต้องทนกับระบอบเก่ามานานจนถึงจุดที่รู้สึกว่าทนไม่ได้/จะไม่ทนแล้วต่างหาก
  • ข้างบนนั่นจะเซนเซอร์ทำไม?
  • อีกประเด็นที่ธงชัยพูดแล้วเราได้เอามาคิดต่อ(ถึงแม้ว่าจะยังไม่ซื้อในทันที) คือเรื่อง การรวมศูนย์อำนาจ-เป็นเผด็จการเพื่อผดุงรักษาการปฏิวัติเอาไว้ ประเด็นนี้คิดว่าเราคงค่อยๆ เก็บเอามานั่งคิดไปก่อน
  • นอกจากธงชัยแล้ว นักวิชาการ(และ)คนอื่นๆ ที่อยู่ในหนัง ก็มี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ส.ศิวลักษณ์, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, อัมมาร สยามวาลา, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ไชยันต์ ไชยพร, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, สมบัติ บุญงามอนงค์
  • เราแอบหงุดหงิดนิดหน่อยที่ 12 จาก 14 คนที่ปราฏอยู่ในหนังเป็นนักวิชาการ ส่วนอีก 2 คน ก็มาจากแวดวงเซเลปนักกิจกรรม(หมายถึงเป็นคนดังที่คนรู้จักอยู่แล้วน่ะ) ถ้าสามารถเพิ่มสัดส่วนคนธรรมดาที่จะได้มาพูดบอกเล่ามุมมองของตัวเองเรื่องประชาธิปไตย หรือบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองประสบมา ก็จะดีไม่น้อย
  • ปริญญากับส.ศิวรักษ์ได้แอร์ไทม์เยอะมวากกกก คนอื่นๆ ก็เฉลี่ยๆ กันไป
  • พี่หนูหริ่งพูดเรื่องประชานิยม เรื่องกองทุนหมู่บ้าน… จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่เราได้ยินมาแล้วซ้ำๆ ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวแบบนี้จะลองเปิดใจรับฟังดูบ้าง
  • อยากรู้ว่าพี่หนูหริ่งพูดว่าอะไร? คร่าวๆ ก็คือ พูดถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านว่าคนกู้เอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์ แต่จริงๆ แล้วกับคนต่างจังหวัด มอเตอร์ไซค์เป็นปัจจัยการผลิตนึง เป็นพาหนะที่สำคัญที่ทำให้เค้าไปทำงานรับจ้างในต่างอำเภอได้, พูดเรื่องมือถือว่า ที่มีคนมาหาว่ามือถือถูกทำให้คนจนใช้มากขึ้น(พูดในเชิงตำหนิ) นั้นสาเหตุก็เพราะคนจนต้องออกจากบ้านมาหางานทำที่ต่างจังหวัด/เข้ากรุงเทพ โทรศัพท์มือถือคือสื่อเดียวที่เค้าจะติดต่อกับญาติพี่น้องได้
  • คือมันก็เป็นข้อโต้แย้งโดยทั่วไปนั่นแหละ แต่คนก็ยังคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องของความไม่พอ
  • เอ๊ะ เซนเซอร์อีกแล้ว1004027_373602726074281_1271034525_n
  • หนังเรื่องนี้มีการเซนเซอร์ด้วยการดูดเสียงเป็นระยะๆ (ไม่ใช่ตรงที่เราทำไว้นะ อันนั้นเราแค่ไม่อยากสปอยล์) ซึ่งจำได้ว่าเป็นเอกเคยพูดในรายการดีวาส์ คาเฟ่ ว่าหนังเรื่องนี้ก็มีการเรียกเข้าไปตรวจอยู่เหมือนกัน และคงถูกชี้มาว่ามันมีจุดที่เซนซิทีฟตรงนั้นตรงนี้นะ สุดท้ายทางผู้กำกับเลยเลือกที่จะเซนเซอร์ โดยที่ยังให้สิ่งที่เซนเซอร์ยังปรากฎอยู่ในหนัง ซึ่งเราชอบนะวิธีนี้ อย่างน้อยอีกยี่สิบปี หรือสามสิบปีข้างหน้าคนหยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูจะได้รู้ว่า อ่อ ครั้งนึงเรื่องบางเรื่องเคยเป็นเรื่องเซนซิทีฟอย่างน่าขันที่สุด
  • ในหนังเค้าเซนเซอร์ประเด็นเรื่อง กรณีสวรรคต ร.8 น่ะ
  • น่าขันไหมล่ะ?
  • สิ่งอื่นที่อยากติ(เท่าที่จำได้) คือ เสียงของ narrator ไม่เวิร์คเลย ไม่แน่ใจว่าใช่เสียงของบอส(ชื่อนี้?? ถ้าเข้าใจไม่ผิดเมื่อก่อนเค้าเป็นดีเจของสกายไฮเนทเวิร์กนะ)รึเปล่า(คนที่มาเป็นพิธีกรรอบสื่อฯ) เราคิดว่าเสียงเค้าในเรื่องนี้ไม่น่าฟัง ไม่เข้ากับบรรยากาศของหนังเท่าไหร่
  • วิธีการนำเสนอ การตัดต่อ มันทำให้หนังน่าเบื่อไปหน่อยนะ เหมือนนั่งฟังเลคเชอร์ธรรมดาๆ
  • หนังเน้นเรื่อง 14 ตุลา มาก, 6 ตุลา พอประมาณ แต่…กระโดดข้ามพฤษภาทมิฬไปอย่างหน้าตาเฉย อันนี้เรางงว่าทำไม?
  • ตัวผู้กำกับเองยังมีปัญหาในการสรุปความบางจุด ทั้งการสรุปเรื่องในประวัติศาสตร์(ที่จำได้มีจุดนึงช่วงพูดเรื่องคณะราษฎร…เท่าที่จำได้นะ) หรือ การสรุปคำพูดของคนคนนึงแล้วเอาไปถามคนคนนึง(ที่เห็นและจำได้คือ ตอนที่ไปคุยกับ ส.ศิวรักษ์ว่า ไปคุยกับจิระนันท์มาว่าการปะทะในช่วงเช้าวันที่ 14 ตุลามีสาเหตุมาจากอย่างนี้ๆ ซึ่งทั้งๆ ที่จิระนันท์พูดออกมา 2-3 ข้อ แต่ผู้กำกับกลับเลือกเอาไปถามความเห็นต่อจากส.ศิวรักษ์แค่เหตุผลข้อเดียว – ซึ่งเป็นข้อที่ถ้าพิจารณาจริงๆ เราว่าน้ำหนักน้อยกว่าข้ออื่นด้วย)
  • หลังออกจากโรง รอบที่เราไปดูใครๆ ก็ไปคุยกับส.ศิวรักษ์(มาดูรอบสื่อด้วย)ว่าเรื่องนี้ส.ศิวรักษ์เป็นพระเอก หลังหนังฉายจริงคนก็บอกกันว่าปริญญาเป็นพระเอก แต่กับเรา…ธงชัยเท่านั้น! ถึงแอร์ไทม์จะน้อยกว่าสองคนข้างต้น แต่ว่าแต่ละรอบที่ออกมาพูดก็มีหมัดเด็ดๆ ตามมาทั้งนั้น
  • เกือบลืมไป เรื่องนึงที่น่าจะชมคือหนังเรื่องนี้ใส่ประกาศคณะราษฎร ฉ.1 เอาไว้ด้วย กับตัวเราเอกสารฉบับนี้ก็เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ แต่กับคนไทยอีกหลายกลุ่ม เราเชื่อว่าน่าจะมีทั้งไม่ชิน และเกลียดชังถ้อยคำที่อยู่ในประกาศนั้น การที่ผู้กำกับ(ที่นิยามตัวเองว่าไม่เหลืองไม่แดง ที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจการเมือง)ตัดสินใจที่จะใส่ประกาศฉบับนี้ลงไปในหนัง(ที่จะฉายให้คนมากหน้าหลายตาต่างที่มาได้ดู)ก็ถือเป็นความกล้าได้ในระดับนึง
  • ใครสนใจแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอาจจะต้องรีบๆ หน่อย เพราะฉายถึงแค่วันที่ 3 กรกฎาคม เท่านั้น เฉพาะที่พารากอนและเอสพลานาดรัชดา วันละ 2 รอบ

ลิงค์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รูปประกอบบลอกไปเซฟมาจาก: Paradoxocracy The Movie

19 พฤษภา ในความทรงจำของฉัน

จริงๆ แล้วมีความทรงจำเกี่ยวกับการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ไม่มากนัก ไปที่ชุมนุมแบบนับครั้งได้  จะบอกว่าเพราะว่าตอนนั้นบ้านกับที่ทำงานอยู่คนละทิศกับสถานที่ชุมนุมก็ดูแก้ตัวมากเกินไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีผลอยู่เหมือนกัน อีกเหตุผลคือไม่อยากมีปัญหากับแฟนเท่าไหร่ แฟนมักจะห้ามและบอกว่าถ้าหมอนไปต้องตายแน่ๆ เพราะเป็นคนที่มีสกิลการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่ำมาก …จริงๆ มันดูเป็นข้ออ้างทั้งสองเรื่องเลยนะ มันคงเป็นข้ออ้างนั่นแหละ เหตุผลที่แท้จริงคงเป็นที่เราขี้เกียจมากเกินไป และขี้ขลาดมากเกินไป

—————————————————————–

ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ไม่กี่วัน… จริงๆ แล้วก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่เป็นช่วงที่เหตุการณ์พีคๆ มีการตั้งด่านทหารแล้ว ถ้าจำไม่ผิดมีการยิงกันเกิดขึ้นแล้ว NGO ไทยส่วนหนึ่ง กับ NGO ต่างชาติที่ทำงานในไทยส่วนหนึ่งได้คุยกันว่าเราจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี? สถานการณ์มันไปไกลเกินไปมาก สุดท้ายหลังการพูดคุยเราก็เลยได้วิธีการแบบ NGOๆ นั่นคือเราจะออกจดหมายเปิดผนึกถึงอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแกนนำกลุ่มนปช. ในฐานะ Actor หลักที่มีผลต่อสถานการณ์ รวมทั้งส่งจดหมายและเข้าพบกับ Mr. Homayoun Alizadeh ผู้แทนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง(ไม่ใช่โดยการทหารนะ แต่ด้วยวิถีทางการทูตหรือการกดดันแบบอื่น)เพื่อหยุดการฆ่าและเพื่อให้เกิดการสืบหาความจริง

จดหมายที่ส่งออกไปหน้าตาแบบนี้ ของทั้งสองที่ใช้จดหมายที่มีเนื้อความแบบเดียวกัน

เรื่อง ขอให้พิจารณาหยุดยิงทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลต้องหยุดยิง ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ยุติการเดินหน้าใช้มาตรการ “กระชับพื้นที่” ทันที

2. แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันที เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3. ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที

4. ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5. ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

พวกเราตกลงใจกันว่าจะมีแอคชั่นวันที่ 19 พฤษภาคม…

—————————————————————–

19 พฤษภาคม 2553…
จำได้ว่าวันนั้นตื่นเช้ามากน่าจะราวๆ ตีห้า แม้ว่าจะเครียดและหลับๆ ตื่นๆ มาหลายวัน หลังจากตื่นขึ้นมาก็เปิดทีวี เปิดช่องสปริงนิวส์ ข่าวที่เจอคือภาพรถสายพาน(?)กำลังเคลื่อนประชิดด่านฝั่งถนนวิทยุ(หรือสีลม? อันนี้ก็จำไม่ถนัด) นั่งดูอยู่แป๊บนึงก็รู้สึกว่าออกไปออฟฟิศดีกว่า มาถึงออฟฟิศก็โทรปรึกษาหลายๆ คนว่ากิจกรรมของเราวันนี้จะยังคงจัดดีมั้ย? จะโอเคมั้ย? (เพราะตอนแรกเรามีแพลนเรื่องเดินเข้าไปยื่นหนังสือกับ นปช. โดยจะใช้เส้นทางจากช่วงแยกพญาไทเดินเข้าไปราชประสงค์ด้วย) สรุปว่าโอเค เจอกันที่หน้าตึกยูเอนตามกำหนดเดิม

ตอนเที่ยงเราไปถึงหน้าตึกยูเอน ตกใจมากที่มีตำรวจมากันเยอะแยะ ยังคุยกับเพื่อนเลยว่าจะมากันทำไม คนไม่เยอะหรอก…แต่อยู่ๆ ไปคนกลับเยอะขึ้นมา เราเลยถึงบางอ้อว่าตำรวจเค้ามารอรับคนเสื้อแดงอีกชุดนึงที่กำลังมากันจากหน้ามูลนิธิ 111 ต่างหาก

ในวันนั้นตัวแทนคนที่เข้าไปเจอกับโฮมายูนมีทั้งเอนจีโอไทย เอนจีโอต่างชาติ และตัวแทนจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ตามมาสมทบด้วย เราไม่รู้ว่ากับคนที่เข้าไปรู้สึกยังไง แต่กับเราที่อยู่ข้างนอกวันนั้นคือวันที่ดีเพรสมากที่สุดวันนึงในชีวิตเรา เรายืนอยู่ท่ามกลางคนที่มีความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน ความเครียด ความเจ็บปวด ความกดดัน ความโกรธเกรี้ยว ฯลฯ เราพยายามคุยกับหลายๆ คน เพื่อปลอบให้เค้าเย็นลง แต่เรารู้ว่าเค้าไม่ได้ต้องการคำปลอบของเรา เค้ารอฟังว่าตัวแทนจากยูเอนจะบอกตัวแทนของพวกเราที่ยืนอยู่ตรงนั้นกันยังไง เค้าจะสนใจประเด็นปัญหาของเรามั้ย? เค้า…จะช่วยเรารึเปล่า?

(แถลงการณ์

ถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประชาชนไทยและประชาคมโลก

การเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่ถนนราชประสงค์ โดยใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธครบมือและรถหุ้มเกราะเมื่อเช้าวันนี้ ตลอดจนการประท้วงการปราบปรามโดยฝ่ายผู้สนับสนุน นปช.ด้วยการเผาสถานที่ต่างๆ จนเกิดความโกลาหลไปทั่วบริเวณนั้น นับเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงอีกครั้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

แม้ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 18 พฤษภาคม สมาชิกวุฒิสภา จำนวนหนึ่งจะไปเจรจากับฝ่ายนปช.และมีข้อตกลงที่รับกันได้ ฝ่ายนปช.ยินดีเข้าสู่แผนการปรองดองของรัฐบาล หากรัฐบาลมีการถอนกำลังทหารให้ห่างจากที่ชุมนุมและฝ่ายนปช.จะประกาศให้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงอยู่รอบนอกกลับเข้ามาในที่ชุมนุม ก็ตาม

การเตรียมการสลายการชุมนุมในวันนี้ จะต้องมีความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยรวมอีกมาก จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายฟังเสียงของมโนธรรม และเสียงแห่งสันติบ้าง เพื่อกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจากันด้วยความเป็นพี่น้องร่วมชาติ บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์

พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ส่งผู้แทนเข้ามาตรวจสอบการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นับแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553

ขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ภายหลังจากมีความสงบเกิดขึ้น

ขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยทุกฝ่าย ลดความขึ้งโกรธ ความเกลียดระหว่างกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาคนและสังคมไทยให้เข้าสู่สังคมที่เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และมีวัฒนธรรมของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในอนาคต

เครือข่ายสมาฉันท์เพื่อสันติภาพ

19 พฤษภาคม 2553)

สุดท้ายตัวแทนที่เข้าไปก็ออกมา พร้อมบอกว่าทาง OHCHR ในไทยจะช่วยเรื่องการผลักดันเรื่องนี้ในที่ประชุม(อะไรทำนองนี้นะ) ตอนนั้นเราโล่งอกมาก พร้อมด้วยความหวังว่าประชาคมโลกน่าจะเข้ามาช่วยเราได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปเราก็รู้สึกว่าตอนนั้นเรานาอีฟและคิดอะไรแบบเด็กๆ สิ้นดี สุดท้ายจดหมายฉบับนั้น การพูดคุยวันนั้น ก็ไม่ได้ช่วยเหลือสถานการณ์ให้ดีขึ้นมากไปกว่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ยูเอนอ่านเจอเรื่องของประเทศเราในหนังสือพิมพ์เลย…

—————————————————————–

แล้วเราก็ผ่านเหตุการณ์ปีนั้นมาอย่างที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย…บางครั้ง คนที่ไม่ได้ทำอะไรก็มีความเจ็บปวดเพราะไม่ได้ทำอะไรอยู่เหมือนกัน

เอะอะก็แบน

อ่านข่าว เปิดคำพิจารณา หนัง ‘ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง’ ห้ามฉายในราชอาณาจักร ก่อนนะจ๊ะ

บอกก่อนว่ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะคะ(เพราะวันที่เค้าฉายกันที่หอศิลป์ จขกท….ตื่นสาย = =” ทุเรศจริงๆ ให้ตายเถอะ) แต่ในฐานะที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และมีโอกาสได้ลงไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้ง ได้คุยกับทั้งชาวบ้านจากภูมิซรอลและจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ตัวเราเองสนใจหนังสารคดีเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงที่ได้ข่าวว่ามีการถ่ายทำ(หรือช่วงโพสท์โปรดักชั่นนี่แหละ) เพราะเราเองก็อยากรู้ว่าในมุมมองของคนจากสายงานอื่นเค้ามองประเด็นปัญหานี้อย่างไร และจะสะท้อนมันออกมาในรูปแบบไหน เหมือนหรือต่างจากมุมที่เรารับรู้มาจากการลงไปทำงานกับคนในพื้นที่อย่างไรบ้าง แล้วก็แอบตั้งความหวังไว้นิดๆ ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ได้ออกไปสู่สาธารณชนก็น่าที่จะดึงประเด็นบางอย่าง หรือมุมมองบางมุมมองให้ออกมาเป็นที่ถกเถียงและเรียนรู้ร่วมกันของสังคมได้บ้าง

แต่พอมาเห็นข่าวการแบน ‘ห้ามฉายในราชอาณาจักร’ แบบนี้ เราก็รู้สึกเลยว่าสงสัยความหวังของเราจะกลายเป็นหวังลมๆ แล้งๆ ไปรึเปล่า? ยิ่งตามมาอ่านเหตุผลที่คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ให้ไว้ก็ยิ่งเงิบ เฟล เศร้าใจ หลายอารมณ์มันปนกันไปมา บางทีก็ขำกับสิ่งที่เรียกว่า “วิจารณญาน” ถ้าหากเราจะพิจารณาดูเหตุผลที่คณะอนุกรรมการอ้างว่า ‘พิจารณามาแล้ว’ แล้วจะพบว่าไม่เพียงหนังเรื่องนี้หรอกที่ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จะกระทบต่อความมั่นคงภายใน และความมั่นคงระหว่างประเทศ เพราะตามเกณฑ์นี้เองข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ เวบบลอก หรือกระทั่งเวบบอร์ดก็เป็นภัยในระดับเดียวกัน (พูดถึงเรื่องข่าว ตอนช่วงที่มีเหตุความขัดแย้งกันแรงๆ ตอนที่สันติอโศกยังชุมนุมอยู่กทม. ที่ทำงานเราเคยไปพบเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยพร้อมทั้งพาชาวบ้านจากภูมิซรอลและ CSO กัมพูชาที่เราทำงานร่วมกัน เพื่อไปพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอและข้อคิดเห็นต่อกรณีความขัดแย้งให้ทางรัฐบาลกัมพูชา รู้อะไรมั้ยคะ? ในสถานทูตกัมพูชาเค้าอ่าน/มอนิเตอร์สื่อไทยอยู่ เค้ารู้หมดนั่นแหละค่ะว่าใครลงข่าวกรณีนี้ว่ายังไง น้ำเสียงเป็นยังไง พูดถึงรัฐบาล/ประเทศเค้าว่าอะไรบ้าง…ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะพังลง เราว่าไม่ใช่เพราะหนังเรื่อง Boundary หรอกค่ะ น่าจะเพราะข่าวที่ฝั่งไทยรายงานกันนั่นแหละ)

นอกจากเรื่องวิจารณญาณในการพิจารณาแล้ว เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่จากการแบนหนังเรื่องนี้(และกับอีกหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา) คือการที่เราปล่อยให้คนกลุ่มนึงชี้ขาดว่าอะไรคือสิ่งที่เรา ‘ควรจะรับรู้’ เรื่องนี้กับเราแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่นะคะ ไม่ใช่แค่ว่าเค้ากำลังดูถูกเราว่าเราคิดเอง/พิจารณาเองไม่เป็น แต่นี้การละเมิดสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เราต้องการรับรู้เลยทีเดียว นอกจากนั้นสำหรับสังคมไทยแล้วการแบนหนัง(หรือสารใดใด)โดยให้เหตุผลว่าเพราะสารนั้นๆ จะก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในหมู่ประชาชน ฯลฯ มันไม่ต่างจากการบอนไซพัฒนาการทางความคิดและรวมไปถึงพัฒนาการทางประชาธิปไตย

อันนี้ไม่ได้พูดให้เวอร์เข้าไว้นะคะ หลักสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยมันก็คือการรู้ว่าคุณมีความคิดเห็นของคุณ ฉันมีความคิดเห็นของฉันก็พอแล้ว เอ้ย! มันคือการรู้ว่าเราต่างก็สามารถมีความคิดเห็นต่อเรื่องเดียวกันที่ต่างกันได้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง เพียงแค่ว่าทำยังไงที่เมื่อเรามีความเห็นที่ต่างกันแล้วเราจะไม่ฆ่ากัน? ทำอย่างไรให้เราสามารถดำรงความเห็นต่างกันไว้ในสังคมเดียวกันอย่างเคารพกันได้?

ในความเห็นของเรา ที่ผ่านมาสังคมเราไม่เคยพาตัวเองไปถึงจุดที่เราจะเรียนรู้กันว่าการอยู่ร่วมกันมันต้องเคารพในความต่างและไม่ฆ่ากันให้ตายไปเสียก่อน เราโดนบอนไซกันมาตลอดด้วยคำพูดทำนองว่า ‘เราอย่าพูดเรื่องนี้เลยเดี๋ยวทะเลาะกันเปล่าๆ’ หรือ ‘ไม่ไหวหรอก คนไทยเรายังไม่พร้อม(กับประชาธิปไตย/วิธีคิดสมัยใหม่/การเรียนรู้)ขนาดนั้น’ แน่นอนว่าเราไม่พร้อมหรอก ไม่มีสังคมไหนที่พอรวมตัวกันเป็นสังคมปุ๊ปก็จะพร้อม จะเข้าใจไปเสียทุกเรื่อง ฝรั่งเศสเอย อเมริกาเอย ต่างก็ผ่านบทเรียนอันเลวร้ายในระหว่างการพัฒนากันมา(และยังคงต้องพัฒนากันต่อไป) บทเรียนที่เจ็บปวดจะนำไปสู่การเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การทำความเข้าใจ ความเข้าใจนำไปสู่การพัฒนา และการพัฒนานำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่แน่ใจว่ามีใครเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มั้ยที่ว่า ‘คนเก่งจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนตนเอง แต่คนฉลาดจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น’ แต่จริงๆ ยังมีคนอีกประเภทนึงบนโลกนี้ คือคนที่ไม่ยอมเรียนรู้และยังคงทำความผิดซ้ำเดิมเสมอๆ การแบนหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศเรา และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ความผิดซ้ำซากจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ หากเรายังปล่อยให้มีคนปิดกั้นการเรียนรู้ของเรา…ไม่แค่เรื่องหนัง แต่รวมไปถึงเรื่องการปิดกั้นการพัฒนาทางความคิดอีกด้วย

(เขียนครั้งแรกลงในกระทู้นี้จ้ะ http://pantip.com/topic/30406321)

 

UPDATE 25/04/2013

ตอนนี้คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ได้มีมติใหม่ออกมาแล้วว่าให้ฉายได้ตามเรท 18+ ที่ทางผู้สร้างได้ร้องขอเข้าไป โดยไม่ต้องแก้ไขฉากตามที่มีในมติครั้งแรก แต่จะขอดูดเสียงความยาว 2 วินาทีในช่วงต้นของหนังที่เป็นฉากงานเฉลิมฉลองปีใหม่ที่แยกราชประสงค์ โดยพิธีกรบนเวทีได้พูดว่า “เรามาร่วมเคาท์ดาวน์และร่วมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 84 พรรษา” ออก ก็ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในสายตาอนุกรรมการฯอ่ะนะ อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=578843992148164 ค่ะ

เมื่อสันติอโศกแต่งเพลงให้ชาวบ้านที่ชายแดน…

เมื่อคืนบังเอิญเปิดไปเจอกระทู้เพลง Gangnam Style – (ฮาโคตรเศร้า ชายแดนสิตาย) ในพันทิป ตอนแรกก็กดฟังด้วยความสงสัยว่าเพลงพูดถึงอะไร พอฟังได้ท่อนนึงก็ต้องกดเข้าไปดูในยูทิวป์เลยทีเดียวว่าเพลงนี้ใครมันช่างแต่งขึ้นมาได้นะ…สรุปว่า อ่อ…ของสันติอโศกนั่นเอง ลองไปฟังเพลงกันก่อนฮะ

ฟังเสร็จเลยคอมเมนท์อะไรไปนิดหน่อย เผื่อมีคนผ่านมาอ่านจะได้เข้าใจเรื่องในอีกฝั่งนึงด้วย

ที่ทำงานเรามีโครงการ cross-border ที่ทำเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย(ทำมาหลายปีแล้วค่ะ ตั้งแต่ช่วงที่มีการปลุกกระแสแรกๆ) โดยเครือข่ายที่ทำงานด้วยมีทั้งคนไทยในบ.ภูมิซรอล(ไปประชุมกันก็ใช้ที่โรงเรียนที่โดนลูกปืนลงนั่นแหละค่ะ) และฝั่ง CSO/NGO ของกัมพูชา(ซึ่งองค์กรที่มาร่วมเป็นองค์กรพุทธในกัมพูชาค่ะ)

สิ่งที่เราพบและรู้จากการทำงานลงพื้นที่และคุยกับชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ คือ…คนในภูมิซรอลเค้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ทำกินจากที่คนกัมพูชารุกเข้ามา(แบบที่ในเพลงนี้สื่อ) แต่เป็นเพราะทางการไทยประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินดั้งเดิมของเค้า(ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นของไทย…เค้ายังเดินเข้าเดินออกพื้นที่ได้ แต่เข้าไปใช้ประโยชน์เหมือนเดิมไม่ได้) ซึ่งกับชาวบ้านจริงๆ เค้าไม่ได้สนใจเรื่องว่าใครจะได้ปราสาท ใครจะได้พื้นที่ เพราะสุดท้ายเค้าก็เดือดร้อนกันเหมือนเดิม ไม่มีคนสนใจปัญหาจริงๆ ของเค้าเหมือนเดิม(ประเด็นเส้นเขตแดน, ประเด็นชาตินิยม ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง — ไม่ใช่แค่สำหรับในไทย ในกัมพูชาเองก็ใช้เทคนิคทำนองเดียวกัน)

 

เรื่องการจับกุมตัวคนไทย ต้องท้าวความถึงบริบทอื่นก่อนว่าโดยปกติของพื้นที่แล้วมันมีการข้ามแดนไปมาอยู่ตลอดเวลา เพราะเขตแดนธรรมชาติมันค่อนข้างไม่ชัดเจน เวลาเข้าป่า หาของป่า หรือกระทั่งเข้าไปตัดไม้(มีทั้งสองฝั่ง)ก็จะมีการพลัดหลงหรือล้ำเข้าไปในเขตแดนแต่ละฝั่งอยู่เนืองๆ ที่ผ่านมากรณีคนไทยที่เข้าไปหาของป่าแล้วผลัดหลงเข้าไปในเขตแดนฝั่งกัมพูชา ทหารฝั่งนู้นเค้าก็จะช่วยพากลับมาส่ง(ถ้าทหารเจออ่ะนะคะ) ไม่ค่อยมีการจับกุม ของฝั่งไทยเราคิดว่าก็น่าเป็นแบบเดียวกัน แต่มันก็มีเคสแรงๆ เกิดขึ้นบ้าง เช่น กรณีคนกัมพูชาที่ถูกยิงและเผานั่งยางในเขตป่าของไทย หรือเคสคุณวีระ-คุณราตรี แต่กรณีหลังนี้ค่อนข้างพิเศษ คือเป็นการเข้าไปอย่างจงใจ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือจงใจเข้าไปหาเรื่องนั่นแหละ เลยโดนหนัก(ที่พูดนี่ไม่ได้เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะคะ ทั้งสองฝั่งต่างก็ใช้เรื่องนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าให้เรามองเรามองว่าทางคุณวีระ-คุณราตรีเองก็ผิด แต่ทางการกัมพูชาก็ทรีทคนทั้งสอง(โดยเฉพาะคุณวีระที่ทราบว่าแม้แต่การอ่านหนังสือที่นู่นก็ห้ามไม่ให้คุณวีระอ่านหนังสือ – ซึ่งอันนี้ละเมิดมากๆ จริงๆ) แย่มากๆ จริงๆ) แต่มีอีกกรณีนึงที่คนไทยมักไม่ทราบ เท่าที่เห็นก็ไม่มีใครที่ช่วยตามเรื่องเท่าไหร่ คือเคสของคนไทย(ถ้าจำไม่ผิดแล้วโดนกันสองคนค่ะ)ที่เข้าไปหาของป่าแล้วพลัดเข้าไปเขตแดนฝั่งนู้นในช่วงที่ใกล้กับช่วงที่เกิดเหตุการณ์คุณวีระ-คุณราตรี ทำให้คนไทยสองคนนั้นโดนจับติดคุกไปด้วย(ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นปกติแล้วทหารฝั่งโน้นเค้าจะพากลับมาส่งให้ที่ชายแดนไทยนั่นแหละ — แต่เพราะช่วงนั้นสถานการณ์ตึงเครียด เลยทำให้โดนหนักไปด้วย) ซึ่งเท่าที่ทราบล่าสุดตอนที่คุยกับพี่คนนึงที่ตามเรื่องนี้อยู่เมื่อปลายปีที่แล้ว พี่เค้าบอกว่าสองคนนี้ยังไม่ได้ออกจากคุกมาเหมือนกัน

 

อีกเรื่องที่อยากจะพูด…ถือว่าเล่าไว้เป็นเกร็ด(เนื่องมาจากเห็นว่าคนผลิตวิดิโอนี้คือสันติอโศก) คือ ตอนที่ออฟฟิศของเราลงไปในหมู่บ้านเป็นครั้งแรก สิ่งที่ชาวบ้านถามเจ้านายเราก่อนเลยคือ คุณเป็นสันติอโศกรึเปล่า? (เจ้านายเราชอบโกนหัวค่ะ ไปไหนมาไหนบางทีคนจะนึกว่าเป็นแม่ชี :p ) เค้าบอกว่าถ้าเป็นสันติอโศกเค้าไม่ทำงานด้วย ไม่เอา เพราะว่าเป็นกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่ค่ะ…

สุดท้ายไม่ว่าใครจะชนะคดี(อีกรอบ)ในศาลโลก ความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังอยู่ เพราะปัญหาจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องเขตแดน หรือเรื่องพื้นที่ทับซ้อน …แต่น่าเศร้าตรงที่ชาวบ้านดันเสียงเบากว่าพวกฝ่ายขวานี่ล่ะ เฮ้ออออ

임을 위한 행진곡 – เพลงโซลิดาริตี้ภาคภาษาเกาหลี

เพลงโซลิดาริตี้เป็นเพลงนึงที่ขบวนการแรงงานของไทยเอามาใช้ร้องเวลาเดินขบวน ชุมนุม หรือรณรงค์ค่ะ เพลงนี้แต่งขึ้นครั้งแรกที่เกาหลี เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1980 หลังจากเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนที่เมืองกวางจู จากนั้นเราคิดว่าก็แพร่หลายออกไปในเอเชียตะวันออกจนมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ เพลงนี้เนี่ยเวลาร้องจะต้องมีท่าประกอบด้วยนะคะ ลองไปดูท่าประกอบกับเพลงภาคภาษาไทยกันค่ะ

<เนื้อเพลง>

แม้เวลา จะยังยาวไกล เลือดรดรินหลั่งไหล

เราก้าวไป ด้วยกำลังใจ สู๋เส้นชัยเสรี

มาพวกเรามาร่วมกันต่อสู้ มาพวกเรามารวมพลัง

สุดลำบากยากแค้นที่เราเผชิญ เราจะร่วมเดินฟันฝ่า

เรากรรมกรและชาวนา สู้ นักศึกษามาร่วมประสาน

อุปสรรคใดๆไม่เคยหวั่น เราสร้างสรรค์เพื่อวันเสรี

** แม้เวลา จะยังยาวไกล เลือดรดรินหลั่งไหล

เราก้าวไป ด้วยกำลังใจ สู๋เส้นชัยเสรี

พลีชีพไปในทุกที่ บินเหมือนนกที่ผกผิน

โซลิดาริตี้ใหญ่ยิ่ง เราจะผกผินบินไป (ซ้ำ**)

ท่าที่เห็นเต้นในวิดิโอนี่เราเคยเห็นนักสหภาพแรงงานญี่ปุ่นก็เต้นท่าเดียวกันนะ แต่ของเกาหลียังไม่เคยเห็น…(เพลงนี้นี่ถ้าฟังดนตรีจะรู้ว่าเกาหลีจ๋ามากจริงๆ)

หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เราก็พยายามหาว่าเพลงนี้ในภาษาเกาหลีเป็นยังไง? พยายามมานานมาก เคยถามเพื่อนอินเทิร์นที่เป็นคนเกาหลีที่มาจากกวางจูว่าเคยได้ยินเพลงนี้มั้ย? เพื่อนก็บอกว่าไม่เคย = =” จนสุดท้ายผ่านไปหลายปีก็เจอเพลงนี้เข้าจนได้ >___< รู้สึกว่าเป็นอีกมิชชั่นในชีวิตที่ทำสำเร็จ ฮ่ะๆๆๆ เลยขอมาบลอกเอาไว้หน่อย เผื่อคราวหน้าคราวหลังจะใช้เพลงนี้จะได้กลับมาค้นง่ายๆ

<ชื่อเพลง> 임을 위한 행진곡
<เนื้อเพลง>

사랑도 명예도 이름도 남김 없이
한평생 나가자던 뜨거운 맹세

동지는 간 데 없고 깃발만 나부껴

새날이 올 때까지 흔들리지 말자

세월은 흘러가도 산천은 안다

깨어나서 외치는 뜨거운 함성

앞서서 나가니 산자여 따르라

앞서서 나가니 산자여 따르라

แถม…อันนี้เวอร์ชั่นจีน(ของเกาหลีเราหามีท่าเต้นประกอบด้วยไม่ได้เลยแฮะ)

กระทู้ในตำนาน

พอดีว่ามีพี่คนนึงขุดกระทู้นี้ขึ้นมาให้ นั่งเปิดเข้าไปอ่านแล้วก็เออ…สมัยสาวๆ นี่ เราก็อึดเวอร์ กระทู้ยาวมาก พิมพ์ยาวมาก อธิบายซ้ำซากมาก แต่ก็ยังทนอธิบาย ฮ่ะๆๆๆ ลองหาดูนะคะว่าเราใช้นามแฝงว่าอะไร :p

http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2009/09/C8326825/C8326825.html

cats