แถลงการณ์มูลนิธิศักยภาพชุมชนเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์

ในฐานะที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (The United Nations Human Rights Council) ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ ปกป้อง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ควรต้องรักษาหลักการสิทธิมนุษยชน และเป็นแบบอย่างให้กับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งโลกกำลังจับตาดูการพัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างใกล้ชิดหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2553 การคงพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศไว้ จะไม่เป็นผลดีต่อสถานะสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในฐานะประธานขององค์การที่ทำงานเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอย่างแน่นอน

1. จึงขอให้ยกเลิกการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่าสถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศได้จบลงแล้วโดยรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ การคงพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ในขณะที่สถานการณ์ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว จึงเป็นการใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เพื่อควบคุม และสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกับรัฐบาล ( Rule by Law ) ซึ่งแตกต่างจากการใช้กฏหมายเพื่อการปกป้อง คุ้มครองประชาชน และรักษาประเทศให้อยู่ระเบียบแบบแผน ( Rule of Law ) การคงไว้ซึ่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเป็น Rule by Law ที่มุ่งควบคุม จำกัดสิทธิของประชาชนจึงเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง( International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ซึ่งเน้นหลักการ Rule of Law ที่มุ่งปกป้อง คุ้มครองสิทธิของพลเมืองและปัจเจกบุคคล ประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณและมีพันธะผูกผันที่ต้องปฏิบัติตามกติกานี้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ซึ่งกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ว่าด้วยการเคารพและการประกันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของพลเมือง ฯ ตามข้อ1. ในมาตราที่ 2. วรรค2. กล่าวไว้ว่า

“รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งกติกานี้รับที่จะเคารพและประกันแก่ปัจเจกบุคคลทั้งปวงภายในดินแดนของตนและและภายใต้เขตอำนาจของตนในสิทธิทั้งหลายที่รับรองไว้ในกติกานี้โดยปราศจากการแบ่งแยกใดๆ อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ”

2. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2553 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ตามหมายควบคุมตัวพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เลขที่ 116/2523 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ในขณะที่นายสมบัติ และพวกได้ทำการจัดกิจกรรมอย่างสงบโดยมีการผูกผ้าสีแดงที่บริเวณป้ายแยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึกถึงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 14 – 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหมายควบคุมตัวฉบับนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และพวก ได้รวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมพบปะ แลกเปลี่ยนข่าวสาร และรำลึกถึงผู้สูญเสีย ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ณ บริเวณซอยลาดพร้าว 71 การควบคุมตัวในครั้งนี้จึงเป็นการตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของรัฐ และความชอบธรรมของพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีทีท่าว่ารัฐบาลโดยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะทำการต่ออายุการใช้พระราชกำหนดฯ นี้ต่อไปอีก มูลนิธิศักยภาพชุมชนจึงขอยืนยันสิทธิทางการเมืองและพลเมืองของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ และด้วยความเคารพต่อศาลขอให้มีการทบทวนคำสั่งศาลที่ให้มีการฝากขังนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ต่ออีกเจ็ดวัน เนื่องจากการจัดกิจกรรมรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และความสูญเสียที่เกิดขึ้นของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ อันเป็นเหตุให้รัฐออกหมายควบคุมตัวนั้น เป็นการกระทำที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 45 ความว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายอื่น…การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเกียรติยศ ชื่อเสียงสิทธิในครอบครัวหรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน”

และการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ ตามมาตรา 29 แห่งราชอาณาจักรไทย

3. การปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ซึ่งถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดบริหารราชการให้สถานการณ์ฉุกเฉิน จะเป็นการแสดงความเคารพอย่างมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยต่อหลักการสากลสิทธิมนุษยชนและเป็นการสร้างบรรยากาศของการปรองดองแห่งชาติที่รัฐต้องการให้เกิดขึ้น ขณะนี้ประเทศชาติต้องการธรรมาภิบาล และคุณธรรมอันสูงส่งของผู้นำที่จะนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทางการเมือง รัฐบาลควรหามาตรการทางการเมืองที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนา สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และคุ้มครองสิทธิทางการเมือง และสิทธิพลเมืองของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความสงบเย็นและสันติสุขของประชาชนทุกคนในชาติ รวมถึงการหามาตรการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการจับกุม คุมขังนักโทษทางการเมือง หรือนักโทษความคิดในไทยอีกในอนาคต

มูลนิธิศักยภาพชุมชน
5 กรกฎาคม 2553

Be Sociable, Share!

Leave a Reply