วันที่บ่อน้ำแห้งเหือด

“…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจดังบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา…”
– ปรีดี พนมยงค์ –

2 – 3 วันมานี้ ข่าวที่หลายๆคนพูดถึงคงหนีไม่พ้นข่าวที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ออกมาพูดผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเรื่องที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติเรื่องไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อง 112 (อ่านมติฉบับเต็มที่นี่)

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรหากเรามองความเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังรัฐประหาร2549 เป็นต้นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าเศร้า ที่ว่าเศร้าไม่ใช่เพราะว่าเป็นธรรมศาสตร์ ความรู้สึกในฐานะที่เคยเรียนที่นี่มันไม่ได้มากไปกว่าความรู้สึกในฐานะประชาชน ขอแอบก๊อปความเห็นที่เขียนลงในเพจของอธิการบดีมาหน่อยแล้วกัน น่าจะอธิบายสิ่งที่เรารู้สึกได้ดีที่สุด

ไม่เห็นด้วยค่ะ บทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรเป็นการส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย คำว่าส่งเสริมที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าส่งเสริมนิติราษฎรหรือสยามประชาภิวัฒน์ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ปัญหาที่สำคัญและเป็นรากของความแตกแยกทางสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่การที่คนในสังคมมีความเห็นทางอุดมการณืที่แตกต่างกัน หรือการปะทะคะคานกันทางความคิด แต่เป็นการที่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ว่าเราสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกัน และพูดคุยถกเถียงกันบนหลักการอย่างเป็นอารยะได้

บทบาทของธรรมศาสตร์ทั้งในฐานะที่มหาวิทยาลัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งเพื่อพัฒนาความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ในไทย รวมทั้งฐานะที่ธรรมศาสตร์ได้รับเงินอุดหนุนมาจาก “ภาษีประชาชน” ควรเปิดพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่ถกเถียงสาธารณะอย่างเป็นอารยะ และธรรมศาสตร์ควรใช้โอกาสนี้ในการ educate สังคมว่า how can we talk like civilized person? ธรรมศาสตร์ไม่ได้มีพันธกิจแค่กับนักศึกษาเท่านั้นค่ะ…

หวังว่าอาจารย์จะเข้าใจ…

หากอุปมาว่ามหาวิทยาลัยเปรียบประดุจดั่งบ่อน้ำ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่บ่อน้ำเพียงบ่อเดียวในประเทศนี้ และอาจไม่ใช่บ่อน้ำที่ดีที่สุด หากด้วยเหตุที่เป็นบ่อน้ำที่เกิดขึ้นมาพร้อมปณิธานของการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย (และยังคงโฆษณาตนผ่าน motto สวยหรูที่เด็กมหาลัยนี้ท่องจำกันขึ้นใจ) ทำให้ที่ผ่านมาเราพอที่จะวางใจว่าไม่ว่าบ่อน้ำบ่ออื่นจะแห้งเหือด หรือน้ำเปลี่ยนรสเป็นแปร่งปร่าจะดื่มกินใช้ก็ไม่ถนัด ธรรมศาสตร์ก็น่าจะ(ควรจะ)ยังทำหน้าที่บ่อน้ำของประชาชนตามที่ตัวเองโฆษณาสัญญาไว้

แต่จากมติที่ออกมานี้ อย่าว่าแต่การทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎรและพัฒนาสังคมประชาธิปไตยเลย แค่ความเข้าใจในประชาธิปไตยบ่อน้ำแห่งนี้ก็ไม่มี ปัญหาที่ทำให้สังคมไทยร้าวลึกอย่างทุกวันนี้ -แบบที่เขียนไปข้างต้น- มันไม่ใช่เพราะเรื่องความคิดที่แตกต่างกัน แต่เป็นเพราะการไม่รู้จักที่จะรับฟังความเห็นต่าง และถกเถียงหาทางออกกันอย่างเป็นอารยะ แม้แต่ตัวมหาวิทยาลัยเอง(ไม่เฉพาะธรรมศาสตร์) ก็ไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อสังคม ไม่สามารถชี้นำให้สังคมเข้าใจวิถีอารยะแบบที่สังคมประชาธิปไตยควรเป็น/ควรมี กลับทำได้แค่หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดต่อหน้าตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าความรุนแรงไม่ได้หมดไปจากการออกมตินี้(และการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยในการจัดงานก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าไปจัดในสถานที่ของเอกชน – เว้นเสียแต่กก.บห.ธรรมศาสตร์จะเห็นว่าคนบางกลุ่มไม่ได้มีพัฒนาการมากไปกว่าเมื่อสมัยปี 2519 เลย) แต่ก็ขอให้ได้ผลักเอาความรุนแรงนั้นออกจากหน้าตักก็พอ แม้ว่าจะต้องละทิ้งพันธกิจของตนเองที่มีต่อสังคมและการพัฒนาสังคมก็ตาม

เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเสียดายกับสิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำ เศร้าและเสียดายที่คนธรรมศาสตร์(โดยเฉพาะเด็กรุ่นนี้)จำนวนมากก็ออกมาสนับสนุนมตินี้ ในขณะเดียวกับที่ป่าวประกาศภาคภูมิใจกับประวัติศาสตร์ที่(ตนเอง)ไม่ได้สร้างของบ่อน้ำแห่งนี้ ที่เศร้าและเสียดายไม่ใช่เพราะบ่อน้ำแห่งนี้ชื่อธรรมศาสตร์ แต่เพราะบ่อน้ำแห่งนี้ขุดขึ้นมาด้วยเงินของปวงประชาราษฎรต่างหาก

สุดท้าย…ต้องขอขอบคุณหลายฝ่ายที่พยายามยืนหยัดเพื่อพื้นที่ถกเถียงตามหลักการประชาธิปไตย(ที่ไม่ได้หมายความว่ายืนหยัดเพื่อนิติราษฎรเพียงอย่างเดียว) ทั้งแถลงการณ์ของ อมธ. จดหมายเปิดผนึกของประชาชนที่สนใจ ข้อเรียกร้องจากNGOด้านสิทธิฯ รวมถึงข้อเรียกร้องจากคณาจารย์ให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางเปิดพื้นที่ในการพูดคุยเรื่อง112เอง ฯลฯ รวมถึงต้องให้กำลังใจผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนในที่ต่างๆ เป็นกำลังใจให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และที่อื่นๆ ทุกๆที่

สู้เพื่อเสรีภาพ สู้เพื่อมิให้บ่อน้ำของราษฎรต้องแห้งเหือด…

Be Sociable, Share!

Leave a Reply