The Lady : ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูการเมือง

“Even if you are not political, politics will come to you”1

 

วันนี้(6 กุมภา) ไปดู The Lady มากับเพื่อนๆ น้องๆ หนังค่อนข้างดี  เราร้องไห้ไปตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนัง แล้วก็ร้องไห้ต่อมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ ถ้าใครพอจะรู้ประวัติศาสตร์การเมืองพม่ามาบ้างก็จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้น และอินมากขึ้น แต่ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนการดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเกินไป เพราะตัวหนังเน้นเล่าเรื่องชีวิตของซูจีมากกว่าเล่าเรื่องการเมืองของเธอ ความกล้าหาญ ความสูญเสีย ความร้าวรานที่เธอต้องแลก เพื่อที่จะสามารถสู้ต่อบนถนนการเมืองเส้นนี้ เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าไม่ค่อยรู้เรื่องพม่าก็ไปดูเถอะค่ะ ไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องเบื่อหรือน่าผิดหวัง แต่อย่างที่บอกว่าถ้าอ่านหนังสือไปก่อนบ้างก็จะสนุกขึ้น

ระหว่างที่เรานั่งดูก็แอบคิดเรื่องนั้นโน้นนี้ ได้ข้อสรุป(หรือบางทีอาจเป็นคำถาม?)บางอย่างกับตัวเองมา 2 – 3 ประเด็น

ผู้หญิงกับการเมือง: ตอนแรกที่เรานั่งดู สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเราคือ “ยิ่งลักษณ์ต่างจากซูจีตรงไหน?” อันนี้พูดถึงในแง่ของการขึ้นสู่อำนาจ/ถนนการเมือง(แน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ยังไม่สามารถเทียบกับซูจีได้ – ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะระยะเวลาและประสบการณ์) จริงๆ ไม่เพียงแต่ยิ่งลักษณ์ หรือซูจี แต่การก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองของผู้นำหญิงในปริมณฑลเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนมากแล้วเป็นการก้าวเข้าสู่การเมืองที่มีผู้ชายอยู่ข้างหลัง เป็นทายาททางการเมืองของผู้ชายสักคนหนึ่งในชีวิตไม่พ่อก็ผัว(หรือกรณียิ่งลักษณ์คือพี่ชาย – ที่มีบทบาทคล้ายพ่อ) กรณีของซูจีถ้าดูจากหนัง(หรือจากเรื่องจริง) สิ่งที่ดึงดูดให้กลุ่มทางการเมืองเดินเข้ามาหาเธอไม่ใช่เพราะว่าเธอคือซูจี ไม่ใช่เพราะว่าเธอคือเธอ แต่เพราะว่าเธอคือลูกสาวของนายพลอองซาน คนที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล SLORC ยกขึ้นมาเป็นวีรบุรุษและเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจ ไม่ว่าในตอนนั้นเธอจะมีความสามารถจริงแท้หรือไม่(ซึ่งก็น่าจะมีบ้างด้วยความที่เธอก็เรียนมาสูงและใช้ชีวิตในแวดวง Elite ที่พม่า และแวดวงวิชาการในอังกฤษ) แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เธอชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในครั้งแรกไม่ใช่คำว่าซูจีในชื่อของเธอ แต่เป็นคำว่าอองซานที่ถูกเพิ่มเข้ามาต่างหาก

จริงๆ เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และเราหวังว่าใน 1 – 2 ทศวรรษต่อจากนี้พื้นที่การเมืองจะได้รับการเปิดมากขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องเป็นส่วนขยายของผู้ชายซักคนหนึ่ง(เป็นลูกคนนั้น เมียคนโน้น น้องคนนี้) และเปิดให้มากขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ไม่ได้มาจากครอบครัว Elite(เป็น Elite คงไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันก็บ่งบอกว่าในช่วงเกือบศตวรรษที่ผ่านมาเรื่องการเมืองมันถูกจำกัดวนเวียนอยู่กับแค่ชนชั้นนำ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านร้านตลาด – ซึ่งเทรนด์นี้ควรได้รับการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว) ลองไปอ่านเรื่องผู้หญิงกับการเมืองเพิ่มได้ที่ ผู้นำหญิงบนเส้นทางการเมือง สีสัน, อำนาจ และคราบน้ำตา โดย สุภัตรา ภูมิประภาส

ประชาธิปไตย ต้องสร้าง ไม่ใช่รอ: คนไทยหลายคน หลายกลุ่ม ชอบอ้างเรื่อง “ความพร้อม” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตย และอ้างว่าประเทศไทย/คนไทย ยังไม่พร้อมหรอกที่จะเป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันคนไทยกลุ่มนั้นก็คงไม่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนกระบวนการการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า(และประเทศอื่นๆ) เรายังไม่เคยเห็นมีกลุ่มไหนออกมาเสนอเลยซักครั้งว่า SPDC ควรถืออำนาจต่อไป เพราะประชาชนพม่ายังไม่พร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย(อันเป็นคอนเซปท์ตะวันตก บลาบลาบลา) ทั้งที่ความจริงแล้วหากเราจะใช้มาตรวัดอันเดียวกันกับที่เอามาวัดว่าคนไทยยังไม่พร้อม คะแนนของคนพม่าก็คงออกมาไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่ ไม่ว่าจะในยุค 1980s หรือยุคปัจจุบัน ตลกดีเหมือนกัน คล้ายๆที่คนไทย(บางกลุ่มอีกนั่นแหละ)ด่าฝรั่ง(โดยเฉพาะอเมริกา)ว่าเรียกร้องนั่นโน่นนี่ไปในทุกที่ ยกเว้นที่บ้านตัวเอง

ถ้าเราดูจากหนังเรื่อง The Lady เราจะเห็นวิธีคิดเรื่องที่ว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ต้องสร้างไม่ใช่สิ่งที่ต้องนั่งรออย่างชัดเจนมาก การเดินสายออกไปเจอกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ขอความสนับสนุนในการ “เริ่ม” สร้างประชาธิปไตย คือขั้นตอนที่สำคัญ เราไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยทั้งหมดได้(คือทำให้สังคมถึงพร้อมในแบบมาตรวัดที่หลายคนใช้)ในยุคสมัยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดมันต้องเริ่มให้เกิดสภาวะของความเป็นประชาธิปไตยก่อน(อย่างง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดคือการเลือกตั้ง – เพราะมันเป็นสิ่งที่แสดงสาระสำคัญของประชาธิปไตยให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด นั้นคือหลักที่ว่าทุกคนมีเสียงเท่าเทียมกัน) แล้วจึงเริ่มพัฒนาต่อไปได้ ในหลักการอื่นที่ซับซ้อนขึ้น แต่ถ้าไม่เริ่มสร้าง…ก็ไม่มีวันที่จะเดินไปต่อได้เลย

อิสรภาพแบบไหนกัน?: ในหนังเรื่อง The Lady มีฉากหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐมายื่นข้อเสนอให้ซูจีเดินทางกลับอังกฤษเพื่อไปเยี่ยมสามีที่กำลังป่วยหนัก แต่ถ้าไปแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าจะไม่ได้กลับมา พร้อมทั้งบอกว่าซูจีนั้นมีอิสระที่จะเลือก(ระหว่างประเทศหรือครอบครัว) ในฉากนั้นซูจีตอบกลับไปว่านี่มันอิสรภาพประเภทไหนกัน? นั่นสิ…อิสรภาพ/เสรีภาพประเภทไหนที่มีทางเลือกแค่จะทำอันนั้น(แล้วเสียอันนี้)หรือจะทำอันนี้(แล้วเสียอันนั้น)? อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ในหนังเสียทีเดียว แต่คนไทยเองก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่าแล้วเรากำลังมีอิสรภาพ/เสรีภาพแบบไหนในประเทศนี้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีข้อเรียกร้องทั้งการเสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มนิติราษฎร์ มีข้อโต้แย้งข้อหนึ่ง(จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อโต้แย้งได้มั้ย?)ว่านิติราษฎร์จะเรียกร้องแก้ไข หรือเรียกร้องเรื่อง Freedom of Expression ไปทำไม? ในเมื่อทุกวันนี้คนไทยก็มีอยู่แล้ว(และนิติราษฎร์ก็ใช้อยู่ด้วย) ในขณะที่ความเป็นจริงคือเมื่อนิติราษฎร์ในเสรีภาพของตนเองตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ก็มีกลุ่มคนที่ทั้งขู่ทั้งปลอบให้นิติราษฎร์เลิกใช้สิทธิของตัวเองซะ จะสละเสรีภาพในส่วนนี้เพื่อไม่ต้องถูกละเมิดในส่วนนั้น หรือจะยอมถูกละเมิดในส่วนนั้นเพื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามกรอบกฎหมายของตัวเอง? โจทย์นี้ในทางหลักการแล้วไม่ได้ต่างอะไรไปจากโจทย์ที่เจ้าหน้าที่รัฐยื่นให้ซูจีเลย ว่ามั้ย?

“The basis of democratic freedom is freedom of speech”2

จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโยงเรื่องการเมืองในพม่าเข้าหาการเมืองไทย หรือจะโยงใครเข้ากับใคร แต่ในฐานะที่ทำงาน NGO ที่มีบางส่วนเกี่ยวพันกับงานระดับภูมิภาคบ้างก็จะพบว่าจริงๆ แล้วสำหรับภูมิภาคอาเซียนนี้ เรามีลักษณะทางสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงเกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก และมีลักษณะเป็นกระจกที่สะท้อนกันและกันได้ดีพอตัว สิ่งที่เกิดในย่างกุ้ง กรุงเทพ หรือพนมเปญ มักไม่ต่างกันนัก การรู้จักเรียนรู้จากกันและกันน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด

[1] [2] มาจาก Aung San Suu Kyi calls for freedom of speech

 

Be Sociable, Share!

Leave a Reply