Just Another Fiction : ของขวัญ

อันนี้เขียนไปส่งในหนังสือ “75สตางค์” ของเพื่อนที่ราม นานแล้วเหมือนกัน น่าจะตอนอยู่ปี 2
เป็นอีกเรื่องที่คนอื่นอ่านจบแล้วถาม “ห๊ะ? ยังไงนะ?” ฮ่ะๆๆๆ
จริงๆ จะบอกว่า…คนเขียนมาอ่านอีกรอบก็งงคร่าาาาาา

——————————————————————————————–

สายน้ำในแม่น้ำยังคงไหลไปเรื่อยๆ
เหมือนทุกวันที่มันเคยเป็น
ผิดแต่ว่านับจากตอนนี้…จะมีบางอย่าง
ต่างออกไปจากที่เคยเป็นมาเมื่อวาน
……………………………………………………………………………………………….
“เย็นนี้ว่างมั้ย ออกมาเจอกันหน่อยสิ”
ฉันชิงถามออกไปหลังจากที่เธองัวเงียลุกขึ้นมารับโทรศัพท์ของฉัน
ราวกับว่าฉันกำลังกลัวว่าจะมีใครมานัดเธอตัดหน้าไปก่อน
ทั้งๆที่ฉันรู้ดีว่า เธอแทบจะไม่เคยนัดใคร หรือรับนัดใคร
ในวันอาทิตย์ วันที่เธอตั้งใจอุทิศให้กับการพักผ่อนอยู่บ้าน
.
.
.
เธอเงียบไปซักพัก
.
.
.
“อืมได้สิ ไปที่ไหนดีล่ะ”
“ที่เดิม” ฉันตอบไปสั้นๆ ด้วยคำที่เราสองคนเข้าใจตรงกัน
“ได้ๆ ว่าแต่คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
เธอถามด้วยความเป็นห่วง
เหมือนที่เธอถามทุกครั้งที่เห็นฉันไปนั่งเศร้าอยู่ “ที่เดิม”
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากเจอหน่ะ
เอาเป็นว่าเย็นนี้เจอกัน หกโมง นะ”
ฉันรีบตัดบท วางสาย
เพราะกลัวว่าเธอจะถามคาดคั้นอะไรต่อ
คำถามธรรมดาที่เอาชนะฉันได้ทุกที
เหมือนตลอดสองปีที่ผ่านมา
……………………………………………………………………………………………….
ฉันมาถึง “ที่เดิม” ก่อนเวลานัดเกือบชั่วโมง
นึกขำตัวเองอยู่ในใจว่า
ช่วงเวลาสองปีที่มาใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพ กลับไม่ทำให้ฉัน
สามารถที่จะคำนวณเวลาในการเดินทางด้วยรถเมล์ได้เลยซักครั้ง

แต่ก็ดี อย่างน้อยฉันจะได้มีเวลาไตร่ตรองเรื่องที่อยู่ในสมองฉันอีกรอบ
ถึงฉันจะรู้ดีว่าฉันใช้เวลากับมันมานานเกือบสัปดาห์แล้วก็ตาม

ฉันเลือกนั่งบนสนามหญ้า
ตรงมุมเดิมที่ฉันเคยนั่งทุกครั้ง
มุมที่มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาชัดเจนที่สุด

ฉันเริ่มหลงใหลเสน่ห์ของสวนสาธารณะเล็กๆ ในย่านเมืองเก่าแห่งนี้
มาตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ของการเข้าเรียนในมหา’ลัย
อาจเป็นเพราะสถานที่ตั้งที่อยู่ใกล้มหา’ลัย ชนิดที่เดินมาได้โดยที่ไม่เหนื่อยมากนัก
อาจเป็นเพราะฉันไม่ค่อยมีเพื่อนในมหา’ลัย และที่นี่เป็นที่ที่ฉันสามารถนั่งอยู่คนเดียวได้โดยไม่แปลกแยกนัก
หรืออาจเป็นเพราะที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนท่าน้ำริมคลองหลังบ้านที่ต่างจังหวัดก็ได้

แต่ว่าไม่ว่าจะเพราะอะไร เมื่อรู้สึกตัวอีกที
ฉันก็พบว่าการมานั่งที่นี่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในตารางชีวิตรายสัปดาห์ของฉันไปเสียแล้ว

บางครั้งก็มาเพื่อนั่งอ่านหนังสือ
บางครั้งก็มาเพื่อถ่ายรูป
บางครั้งก็หอบเอารายงานมานั่งเขียนที่นี่
หลายครั้งก็มาเพียงเพื่อจะมา “นั่ง” เฉยๆ

แต่ช่วงเวลาที่ฉันจดจำได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้น…
วันที่ฉันมานั่งที่นี่กับเธอ
ในวันที่ฉันร้องไห้

แทบทุกครั้งที่ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะออกมานั่งที่นี่กับเธอ
เธอจะนั่งข้างฉันเงียบๆ นิ่งๆ
ฟังฉันบ่นโน่น บ่นนี่
ร้องไห้คร่ำครวญ กับเรื่องราวต่างๆ นานาที่ฉันได้พบเจอ
ก่อนที่เธอจะปลอบฉันด้วยประโยคง่ายๆ ธรรมดาๆ
“ไม่เป็นไร แล้วมันก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะผ่านไป”
ประโยคธรรมดาๆ จากเธอที่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้ทุกครั้ง

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันรักเธอ
ฉันไม่รู้ว่าเริ่มรักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่ฉันรู้คือถึงแม้ว่าฉันจะรักเธอมาก
แต่…
เราไม่เคยรักกัน

ฉันยังคงจำได้ดีกับประโยคที่เธอบอกฉนในวันนั้น
“ขอบคุณครับ สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่คุณมีให้ผม
ผมขอโทษที่ผมคงไม่สามารถที่จะเป็นในสิ่งที่คุณต้องการได้
ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะมีใคร…ผมยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบใครในชีวิตผม
…ที่สำคัญ ผมรู้สึกกับคุณเหมือนเพื่อน กับผมแล้วมันก็คงยากที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนี้”
ประโยคที่ทำให้ฉันมีสิทธิแค่
“ทำความเข้าใจ”
………………………………………………………………………………………………
“มานานแล้วเหรอ”
เสียงของเธอดังมาจากทางด้านหลัง
ดึงฉันออกมาจากภาพในอดีต
ก้มลงมองดูนาฬิกาที่บอกเวลาที่เลยหกโมงมาสิบกว่านาทีแล้ว

“โทษที รถมันติดหน่ะ อ่ะขนมกินมั้ย”
เธอพูดพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ
ฉันเอื้อมมือไปหยิบขนมในถุงมากินอย่างเงียบๆ
“เป็นอะไรรึเปล่า” เธอหันมาถามหลังจากเห็นฉันยังเงียบอยู่
“เปล่านี่ ทำไมต้องเป็นอะไรด้วย” ฉันตอบออกไป
เธอมองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อ
“วันนี้ตาคุณดูเศร้าๆ นะ เอ…หรือว่างอนที่ผมมาสาย”
เธอแซว ทั้งๆเธอก็ดูออกว่าไม่ใช่
“ไม่ใช่ซักหน่อย…นี่จำได้มั้ยวันนี้เรารู้จักกันครบรอบสองปีนะ”
“วันนี้แล้วเหรอ… เร็วจังเนอะ แย่จังที่ผมกลับลืม ขอโทษนะครับ อย่าโกรธนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เออ…เรามีของขวัญมาให้ด้วยนะ”
“อะไรเหรอะ” เธอทำท่าทางอยากรู้สุดๆ
“ยื่นมือออกมาสิ” เธอทำตวามที่ฉันบอกอย่างว่าง่าย
“หลับตาด้วย” ฉันมองเห็นความสงสัยในแววตาของเธอแวบนึง ก่อนจะหายไปพร้อมเปลือกตาที่ปิดลงของเธอ

ฉันค่อยๆ วางสิ่งที่อยู่ในมือลงบนฝ่ามือของเธอเบาๆ อย่างทะนุถนอม
ราวกับกลัวว่ามันจะแตกหักหรือบุบสลาย
จนกระทั่งฉันปล่อยมือออกแล้วเธอถึงลืมตา

เธอมองฉันอย่างงงๆ
“ไหนล่ะ” เธอถามหาสิ่งที่เธอคิดว่าจะพบเมื่อลืมตาขึ้นมา
“ก็ให้ไปแล้ว”

เธอก้มลงมองฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง
ก่อนที่จะทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เธอเงยหน้าขึ้นมามองฉัน
ด้วยสายตาที่อธิบายได้ยากว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไร
“…ทำไม…”เธอถามอย่างไม่เข้าใจ
ฉันทำได้แต่ยิ้ม
ยิ้มแบบเวลาที่ต้องการจะกลบเกลื่อนอะไรซักอย่าง
รอยยิ้มที่ไม่สามารถกลบเกลื่อนอะไรจากเธอได้เลย

หลังจากนั้น
ก็มีเพียงความเงียบเท่านั้น
ที่ทำงานระหว่างเรา
……………………………………………………………………………………………….
สายน้ำในแม่น้ายังคงไหลต่อไปเรื่อยๆ
เหมือนทุกวันที่มันเคยเป็น
ผิดแต่ว่านับจากตอนนี้…จะมีบางอย่าง
ต่างออกไปจากที่เคยเป็นมาเมื่อวาน

Be Sociable, Share!

Leave a Reply