เอะอะก็แบน

อ่านข่าว เปิดคำพิจารณา หนัง ‘ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง’ ห้ามฉายในราชอาณาจักร ก่อนนะจ๊ะ

บอกก่อนว่ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะคะ(เพราะวันที่เค้าฉายกันที่หอศิลป์ จขกท….ตื่นสาย = =” ทุเรศจริงๆ ให้ตายเถอะ) แต่ในฐานะที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และมีโอกาสได้ลงไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้ง ได้คุยกับทั้งชาวบ้านจากภูมิซรอลและจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ตัวเราเองสนใจหนังสารคดีเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงที่ได้ข่าวว่ามีการถ่ายทำ(หรือช่วงโพสท์โปรดักชั่นนี่แหละ) เพราะเราเองก็อยากรู้ว่าในมุมมองของคนจากสายงานอื่นเค้ามองประเด็นปัญหานี้อย่างไร และจะสะท้อนมันออกมาในรูปแบบไหน เหมือนหรือต่างจากมุมที่เรารับรู้มาจากการลงไปทำงานกับคนในพื้นที่อย่างไรบ้าง แล้วก็แอบตั้งความหวังไว้นิดๆ ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ได้ออกไปสู่สาธารณชนก็น่าที่จะดึงประเด็นบางอย่าง หรือมุมมองบางมุมมองให้ออกมาเป็นที่ถกเถียงและเรียนรู้ร่วมกันของสังคมได้บ้าง

แต่พอมาเห็นข่าวการแบน ‘ห้ามฉายในราชอาณาจักร’ แบบนี้ เราก็รู้สึกเลยว่าสงสัยความหวังของเราจะกลายเป็นหวังลมๆ แล้งๆ ไปรึเปล่า? ยิ่งตามมาอ่านเหตุผลที่คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ให้ไว้ก็ยิ่งเงิบ เฟล เศร้าใจ หลายอารมณ์มันปนกันไปมา บางทีก็ขำกับสิ่งที่เรียกว่า “วิจารณญาน” ถ้าหากเราจะพิจารณาดูเหตุผลที่คณะอนุกรรมการอ้างว่า ‘พิจารณามาแล้ว’ แล้วจะพบว่าไม่เพียงหนังเรื่องนี้หรอกที่ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จะกระทบต่อความมั่นคงภายใน และความมั่นคงระหว่างประเทศ เพราะตามเกณฑ์นี้เองข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ เวบบลอก หรือกระทั่งเวบบอร์ดก็เป็นภัยในระดับเดียวกัน (พูดถึงเรื่องข่าว ตอนช่วงที่มีเหตุความขัดแย้งกันแรงๆ ตอนที่สันติอโศกยังชุมนุมอยู่กทม. ที่ทำงานเราเคยไปพบเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยพร้อมทั้งพาชาวบ้านจากภูมิซรอลและ CSO กัมพูชาที่เราทำงานร่วมกัน เพื่อไปพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอและข้อคิดเห็นต่อกรณีความขัดแย้งให้ทางรัฐบาลกัมพูชา รู้อะไรมั้ยคะ? ในสถานทูตกัมพูชาเค้าอ่าน/มอนิเตอร์สื่อไทยอยู่ เค้ารู้หมดนั่นแหละค่ะว่าใครลงข่าวกรณีนี้ว่ายังไง น้ำเสียงเป็นยังไง พูดถึงรัฐบาล/ประเทศเค้าว่าอะไรบ้าง…ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะพังลง เราว่าไม่ใช่เพราะหนังเรื่อง Boundary หรอกค่ะ น่าจะเพราะข่าวที่ฝั่งไทยรายงานกันนั่นแหละ)

นอกจากเรื่องวิจารณญาณในการพิจารณาแล้ว เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่จากการแบนหนังเรื่องนี้(และกับอีกหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา) คือการที่เราปล่อยให้คนกลุ่มนึงชี้ขาดว่าอะไรคือสิ่งที่เรา ‘ควรจะรับรู้’ เรื่องนี้กับเราแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่นะคะ ไม่ใช่แค่ว่าเค้ากำลังดูถูกเราว่าเราคิดเอง/พิจารณาเองไม่เป็น แต่นี้การละเมิดสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เราต้องการรับรู้เลยทีเดียว นอกจากนั้นสำหรับสังคมไทยแล้วการแบนหนัง(หรือสารใดใด)โดยให้เหตุผลว่าเพราะสารนั้นๆ จะก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในหมู่ประชาชน ฯลฯ มันไม่ต่างจากการบอนไซพัฒนาการทางความคิดและรวมไปถึงพัฒนาการทางประชาธิปไตย

อันนี้ไม่ได้พูดให้เวอร์เข้าไว้นะคะ หลักสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยมันก็คือการรู้ว่าคุณมีความคิดเห็นของคุณ ฉันมีความคิดเห็นของฉันก็พอแล้ว เอ้ย! มันคือการรู้ว่าเราต่างก็สามารถมีความคิดเห็นต่อเรื่องเดียวกันที่ต่างกันได้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง เพียงแค่ว่าทำยังไงที่เมื่อเรามีความเห็นที่ต่างกันแล้วเราจะไม่ฆ่ากัน? ทำอย่างไรให้เราสามารถดำรงความเห็นต่างกันไว้ในสังคมเดียวกันอย่างเคารพกันได้?

ในความเห็นของเรา ที่ผ่านมาสังคมเราไม่เคยพาตัวเองไปถึงจุดที่เราจะเรียนรู้กันว่าการอยู่ร่วมกันมันต้องเคารพในความต่างและไม่ฆ่ากันให้ตายไปเสียก่อน เราโดนบอนไซกันมาตลอดด้วยคำพูดทำนองว่า ‘เราอย่าพูดเรื่องนี้เลยเดี๋ยวทะเลาะกันเปล่าๆ’ หรือ ‘ไม่ไหวหรอก คนไทยเรายังไม่พร้อม(กับประชาธิปไตย/วิธีคิดสมัยใหม่/การเรียนรู้)ขนาดนั้น’ แน่นอนว่าเราไม่พร้อมหรอก ไม่มีสังคมไหนที่พอรวมตัวกันเป็นสังคมปุ๊ปก็จะพร้อม จะเข้าใจไปเสียทุกเรื่อง ฝรั่งเศสเอย อเมริกาเอย ต่างก็ผ่านบทเรียนอันเลวร้ายในระหว่างการพัฒนากันมา(และยังคงต้องพัฒนากันต่อไป) บทเรียนที่เจ็บปวดจะนำไปสู่การเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การทำความเข้าใจ ความเข้าใจนำไปสู่การพัฒนา และการพัฒนานำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่แน่ใจว่ามีใครเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มั้ยที่ว่า ‘คนเก่งจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนตนเอง แต่คนฉลาดจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น’ แต่จริงๆ ยังมีคนอีกประเภทนึงบนโลกนี้ คือคนที่ไม่ยอมเรียนรู้และยังคงทำความผิดซ้ำเดิมเสมอๆ การแบนหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศเรา และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ความผิดซ้ำซากจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ หากเรายังปล่อยให้มีคนปิดกั้นการเรียนรู้ของเรา…ไม่แค่เรื่องหนัง แต่รวมไปถึงเรื่องการปิดกั้นการพัฒนาทางความคิดอีกด้วย

(เขียนครั้งแรกลงในกระทู้นี้จ้ะ http://pantip.com/topic/30406321)

 

UPDATE 25/04/2013

ตอนนี้คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ได้มีมติใหม่ออกมาแล้วว่าให้ฉายได้ตามเรท 18+ ที่ทางผู้สร้างได้ร้องขอเข้าไป โดยไม่ต้องแก้ไขฉากตามที่มีในมติครั้งแรก แต่จะขอดูดเสียงความยาว 2 วินาทีในช่วงต้นของหนังที่เป็นฉากงานเฉลิมฉลองปีใหม่ที่แยกราชประสงค์ โดยพิธีกรบนเวทีได้พูดว่า “เรามาร่วมเคาท์ดาวน์และร่วมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 84 พรรษา” ออก ก็ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในสายตาอนุกรรมการฯอ่ะนะ อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=578843992148164 ค่ะ

Be Sociable, Share!

One thought on “เอะอะก็แบน

Leave a Reply