19 พฤษภา ในความทรงจำของฉัน

จริงๆ แล้วมีความทรงจำเกี่ยวกับการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ไม่มากนัก ไปที่ชุมนุมแบบนับครั้งได้  จะบอกว่าเพราะว่าตอนนั้นบ้านกับที่ทำงานอยู่คนละทิศกับสถานที่ชุมนุมก็ดูแก้ตัวมากเกินไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีผลอยู่เหมือนกัน อีกเหตุผลคือไม่อยากมีปัญหากับแฟนเท่าไหร่ แฟนมักจะห้ามและบอกว่าถ้าหมอนไปต้องตายแน่ๆ เพราะเป็นคนที่มีสกิลการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่ำมาก …จริงๆ มันดูเป็นข้ออ้างทั้งสองเรื่องเลยนะ มันคงเป็นข้ออ้างนั่นแหละ เหตุผลที่แท้จริงคงเป็นที่เราขี้เกียจมากเกินไป และขี้ขลาดมากเกินไป

—————————————————————–

ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ไม่กี่วัน… จริงๆ แล้วก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่เป็นช่วงที่เหตุการณ์พีคๆ มีการตั้งด่านทหารแล้ว ถ้าจำไม่ผิดมีการยิงกันเกิดขึ้นแล้ว NGO ไทยส่วนหนึ่ง กับ NGO ต่างชาติที่ทำงานในไทยส่วนหนึ่งได้คุยกันว่าเราจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี? สถานการณ์มันไปไกลเกินไปมาก สุดท้ายหลังการพูดคุยเราก็เลยได้วิธีการแบบ NGOๆ นั่นคือเราจะออกจดหมายเปิดผนึกถึงอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแกนนำกลุ่มนปช. ในฐานะ Actor หลักที่มีผลต่อสถานการณ์ รวมทั้งส่งจดหมายและเข้าพบกับ Mr. Homayoun Alizadeh ผู้แทนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง(ไม่ใช่โดยการทหารนะ แต่ด้วยวิถีทางการทูตหรือการกดดันแบบอื่น)เพื่อหยุดการฆ่าและเพื่อให้เกิดการสืบหาความจริง

จดหมายที่ส่งออกไปหน้าตาแบบนี้ ของทั้งสองที่ใช้จดหมายที่มีเนื้อความแบบเดียวกัน

เรื่อง ขอให้พิจารณาหยุดยิงทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลต้องหยุดยิง ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ยุติการเดินหน้าใช้มาตรการ “กระชับพื้นที่” ทันที

2. แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันที เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3. ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที

4. ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5. ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

พวกเราตกลงใจกันว่าจะมีแอคชั่นวันที่ 19 พฤษภาคม…

—————————————————————–

19 พฤษภาคม 2553…
จำได้ว่าวันนั้นตื่นเช้ามากน่าจะราวๆ ตีห้า แม้ว่าจะเครียดและหลับๆ ตื่นๆ มาหลายวัน หลังจากตื่นขึ้นมาก็เปิดทีวี เปิดช่องสปริงนิวส์ ข่าวที่เจอคือภาพรถสายพาน(?)กำลังเคลื่อนประชิดด่านฝั่งถนนวิทยุ(หรือสีลม? อันนี้ก็จำไม่ถนัด) นั่งดูอยู่แป๊บนึงก็รู้สึกว่าออกไปออฟฟิศดีกว่า มาถึงออฟฟิศก็โทรปรึกษาหลายๆ คนว่ากิจกรรมของเราวันนี้จะยังคงจัดดีมั้ย? จะโอเคมั้ย? (เพราะตอนแรกเรามีแพลนเรื่องเดินเข้าไปยื่นหนังสือกับ นปช. โดยจะใช้เส้นทางจากช่วงแยกพญาไทเดินเข้าไปราชประสงค์ด้วย) สรุปว่าโอเค เจอกันที่หน้าตึกยูเอนตามกำหนดเดิม

ตอนเที่ยงเราไปถึงหน้าตึกยูเอน ตกใจมากที่มีตำรวจมากันเยอะแยะ ยังคุยกับเพื่อนเลยว่าจะมากันทำไม คนไม่เยอะหรอก…แต่อยู่ๆ ไปคนกลับเยอะขึ้นมา เราเลยถึงบางอ้อว่าตำรวจเค้ามารอรับคนเสื้อแดงอีกชุดนึงที่กำลังมากันจากหน้ามูลนิธิ 111 ต่างหาก

ในวันนั้นตัวแทนคนที่เข้าไปเจอกับโฮมายูนมีทั้งเอนจีโอไทย เอนจีโอต่างชาติ และตัวแทนจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ตามมาสมทบด้วย เราไม่รู้ว่ากับคนที่เข้าไปรู้สึกยังไง แต่กับเราที่อยู่ข้างนอกวันนั้นคือวันที่ดีเพรสมากที่สุดวันนึงในชีวิตเรา เรายืนอยู่ท่ามกลางคนที่มีความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน ความเครียด ความเจ็บปวด ความกดดัน ความโกรธเกรี้ยว ฯลฯ เราพยายามคุยกับหลายๆ คน เพื่อปลอบให้เค้าเย็นลง แต่เรารู้ว่าเค้าไม่ได้ต้องการคำปลอบของเรา เค้ารอฟังว่าตัวแทนจากยูเอนจะบอกตัวแทนของพวกเราที่ยืนอยู่ตรงนั้นกันยังไง เค้าจะสนใจประเด็นปัญหาของเรามั้ย? เค้า…จะช่วยเรารึเปล่า?

(แถลงการณ์

ถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประชาชนไทยและประชาคมโลก

การเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่ถนนราชประสงค์ โดยใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธครบมือและรถหุ้มเกราะเมื่อเช้าวันนี้ ตลอดจนการประท้วงการปราบปรามโดยฝ่ายผู้สนับสนุน นปช.ด้วยการเผาสถานที่ต่างๆ จนเกิดความโกลาหลไปทั่วบริเวณนั้น นับเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงอีกครั้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

แม้ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 18 พฤษภาคม สมาชิกวุฒิสภา จำนวนหนึ่งจะไปเจรจากับฝ่ายนปช.และมีข้อตกลงที่รับกันได้ ฝ่ายนปช.ยินดีเข้าสู่แผนการปรองดองของรัฐบาล หากรัฐบาลมีการถอนกำลังทหารให้ห่างจากที่ชุมนุมและฝ่ายนปช.จะประกาศให้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงอยู่รอบนอกกลับเข้ามาในที่ชุมนุม ก็ตาม

การเตรียมการสลายการชุมนุมในวันนี้ จะต้องมีความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยรวมอีกมาก จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายฟังเสียงของมโนธรรม และเสียงแห่งสันติบ้าง เพื่อกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจากันด้วยความเป็นพี่น้องร่วมชาติ บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์

พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ส่งผู้แทนเข้ามาตรวจสอบการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นับแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553

ขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ภายหลังจากมีความสงบเกิดขึ้น

ขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยทุกฝ่าย ลดความขึ้งโกรธ ความเกลียดระหว่างกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาคนและสังคมไทยให้เข้าสู่สังคมที่เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และมีวัฒนธรรมของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในอนาคต

เครือข่ายสมาฉันท์เพื่อสันติภาพ

19 พฤษภาคม 2553)

สุดท้ายตัวแทนที่เข้าไปก็ออกมา พร้อมบอกว่าทาง OHCHR ในไทยจะช่วยเรื่องการผลักดันเรื่องนี้ในที่ประชุม(อะไรทำนองนี้นะ) ตอนนั้นเราโล่งอกมาก พร้อมด้วยความหวังว่าประชาคมโลกน่าจะเข้ามาช่วยเราได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปเราก็รู้สึกว่าตอนนั้นเรานาอีฟและคิดอะไรแบบเด็กๆ สิ้นดี สุดท้ายจดหมายฉบับนั้น การพูดคุยวันนั้น ก็ไม่ได้ช่วยเหลือสถานการณ์ให้ดีขึ้นมากไปกว่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ยูเอนอ่านเจอเรื่องของประเทศเราในหนังสือพิมพ์เลย…

—————————————————————–

แล้วเราก็ผ่านเหตุการณ์ปีนั้นมาอย่างที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย…บางครั้ง คนที่ไม่ได้ทำอะไรก็มีความเจ็บปวดเพราะไม่ได้ทำอะไรอยู่เหมือนกัน

Be Sociable, Share!

Leave a Reply