ประชาธิป’ไทย ในความทรงจำ

408378_317103575057530_1884986748_n

จริงๆ ไปดูเรื่องนี้มาตั้งแต่รอบสื่อฯ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน(17 มิ.ย. 56) พอมาถึงตอนนี้ก็ลืมๆ สิ่งที่ดูไปประมาณ 60% ได้แล้ว ฮ่ะๆๆๆ ข้างล่างนี้คงเป็นบันทึกอะไรเล็กๆ น้อยๆ ถึงหนังเรื่องนี้

  • หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่เคยผ่าน “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” หรือหนังสือในทำนองนั้นมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่สำหรับคุณ
  • หนังเรื่องนี้เหมาะมากกับคนที่รู้จักคณะราษฎรในฐานะว่าชิงสุกก่อนห่าม ประชาชนไม่เคยพร้อม และ 14 ตุลา จบลงอย่างสงบตอนเช้าวันนั้นหน้าวังสวนจิตรฯ
  • แต่ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ สปช. แล้วเชื่อเรื่องที่เขียนอยู่ในนั้นเลย หนังเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณอยู่ดี
  • หนังเรื่องนี้ไม่ใช่อาหารแบบฟูลคอร์ส ไม่ใช่เมนคอร์ส แต่เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรอก ถ้าเราไม่หาเมนคอร์สมากินต่อ
  • หนังเรื่องนี้ไม่มีสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา… ส่วนตัวแล้วเรามองว่าสมศักดิ์เองก็ไม่ได้เหมาะที่จะอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับหนังคือกลุ่มคนที่เราอาจจะจัดกลุ่มเขาอย่างหยาบๆ ได้ว่า “สลิ่ม”, มีใครค้านมั้ยว่าท่าทีแบบสมศักดิ์(และตัวสมศักดิ์เอง – จะด้วยความใจแคบของสลิ่มหรืออะไรก็ตาม)ไม่เหมาะกับการชักจูงกลุ่มเป้าหมายนี้ให้เปิดใจรับฟัง
  • ถึงไม่มีสมศักดิ์ แต่ก็มีธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งบทบาทของธงชัยแม้จะไม่ได้ออกมาเยอะอย่างปริญญา แต่ก็เป็นคนพูดอะไรสำคัญๆ ในหนังอยู่ตลอดเวลา และมีประเด็นที่น่าจะทำให้กลุ่มคนดูเป้าหมายเก็บกลับไปคิด และต่อยอดได้เยอะอยู่1002259_370191119748775_65103101_n
  • ประเด็นนึงที่เราชอบที่ธงชัยพูด คือ ตอนที่ตัวผู้กำกับถามเรื่อง คนไทยไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง นอกจากธงชัยจะตอบว่าคำถามแบบนี้เป็น false question เป็นคำถามแบบเดียวกับ ‘ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน?’ ธงชัยยังเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเด็นในคนดูได้ลองพิจารณา คือ เวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง จุดเปลี่ยนมันไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชนพร้อมแล้วหรือยังไม่พร้อม จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์อยู่ที่ประชาชนต้องทนกับระบอบเก่ามานานจนถึงจุดที่รู้สึกว่าทนไม่ได้/จะไม่ทนแล้วต่างหาก
  • ข้างบนนั่นจะเซนเซอร์ทำไม?
  • อีกประเด็นที่ธงชัยพูดแล้วเราได้เอามาคิดต่อ(ถึงแม้ว่าจะยังไม่ซื้อในทันที) คือเรื่อง การรวมศูนย์อำนาจ-เป็นเผด็จการเพื่อผดุงรักษาการปฏิวัติเอาไว้ ประเด็นนี้คิดว่าเราคงค่อยๆ เก็บเอามานั่งคิดไปก่อน
  • นอกจากธงชัยแล้ว นักวิชาการ(และ)คนอื่นๆ ที่อยู่ในหนัง ก็มี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ส.ศิวลักษณ์, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, อัมมาร สยามวาลา, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ไชยันต์ ไชยพร, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, สมบัติ บุญงามอนงค์
  • เราแอบหงุดหงิดนิดหน่อยที่ 12 จาก 14 คนที่ปราฏอยู่ในหนังเป็นนักวิชาการ ส่วนอีก 2 คน ก็มาจากแวดวงเซเลปนักกิจกรรม(หมายถึงเป็นคนดังที่คนรู้จักอยู่แล้วน่ะ) ถ้าสามารถเพิ่มสัดส่วนคนธรรมดาที่จะได้มาพูดบอกเล่ามุมมองของตัวเองเรื่องประชาธิปไตย หรือบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองประสบมา ก็จะดีไม่น้อย
  • ปริญญากับส.ศิวรักษ์ได้แอร์ไทม์เยอะมวากกกก คนอื่นๆ ก็เฉลี่ยๆ กันไป
  • พี่หนูหริ่งพูดเรื่องประชานิยม เรื่องกองทุนหมู่บ้าน… จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่เราได้ยินมาแล้วซ้ำๆ ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวแบบนี้จะลองเปิดใจรับฟังดูบ้าง
  • อยากรู้ว่าพี่หนูหริ่งพูดว่าอะไร? คร่าวๆ ก็คือ พูดถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านว่าคนกู้เอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์ แต่จริงๆ แล้วกับคนต่างจังหวัด มอเตอร์ไซค์เป็นปัจจัยการผลิตนึง เป็นพาหนะที่สำคัญที่ทำให้เค้าไปทำงานรับจ้างในต่างอำเภอได้, พูดเรื่องมือถือว่า ที่มีคนมาหาว่ามือถือถูกทำให้คนจนใช้มากขึ้น(พูดในเชิงตำหนิ) นั้นสาเหตุก็เพราะคนจนต้องออกจากบ้านมาหางานทำที่ต่างจังหวัด/เข้ากรุงเทพ โทรศัพท์มือถือคือสื่อเดียวที่เค้าจะติดต่อกับญาติพี่น้องได้
  • คือมันก็เป็นข้อโต้แย้งโดยทั่วไปนั่นแหละ แต่คนก็ยังคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องของความไม่พอ
  • เอ๊ะ เซนเซอร์อีกแล้ว1004027_373602726074281_1271034525_n
  • หนังเรื่องนี้มีการเซนเซอร์ด้วยการดูดเสียงเป็นระยะๆ (ไม่ใช่ตรงที่เราทำไว้นะ อันนั้นเราแค่ไม่อยากสปอยล์) ซึ่งจำได้ว่าเป็นเอกเคยพูดในรายการดีวาส์ คาเฟ่ ว่าหนังเรื่องนี้ก็มีการเรียกเข้าไปตรวจอยู่เหมือนกัน และคงถูกชี้มาว่ามันมีจุดที่เซนซิทีฟตรงนั้นตรงนี้นะ สุดท้ายทางผู้กำกับเลยเลือกที่จะเซนเซอร์ โดยที่ยังให้สิ่งที่เซนเซอร์ยังปรากฎอยู่ในหนัง ซึ่งเราชอบนะวิธีนี้ อย่างน้อยอีกยี่สิบปี หรือสามสิบปีข้างหน้าคนหยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูจะได้รู้ว่า อ่อ ครั้งนึงเรื่องบางเรื่องเคยเป็นเรื่องเซนซิทีฟอย่างน่าขันที่สุด
  • ในหนังเค้าเซนเซอร์ประเด็นเรื่อง กรณีสวรรคต ร.8 น่ะ
  • น่าขันไหมล่ะ?
  • สิ่งอื่นที่อยากติ(เท่าที่จำได้) คือ เสียงของ narrator ไม่เวิร์คเลย ไม่แน่ใจว่าใช่เสียงของบอส(ชื่อนี้?? ถ้าเข้าใจไม่ผิดเมื่อก่อนเค้าเป็นดีเจของสกายไฮเนทเวิร์กนะ)รึเปล่า(คนที่มาเป็นพิธีกรรอบสื่อฯ) เราคิดว่าเสียงเค้าในเรื่องนี้ไม่น่าฟัง ไม่เข้ากับบรรยากาศของหนังเท่าไหร่
  • วิธีการนำเสนอ การตัดต่อ มันทำให้หนังน่าเบื่อไปหน่อยนะ เหมือนนั่งฟังเลคเชอร์ธรรมดาๆ
  • หนังเน้นเรื่อง 14 ตุลา มาก, 6 ตุลา พอประมาณ แต่…กระโดดข้ามพฤษภาทมิฬไปอย่างหน้าตาเฉย อันนี้เรางงว่าทำไม?
  • ตัวผู้กำกับเองยังมีปัญหาในการสรุปความบางจุด ทั้งการสรุปเรื่องในประวัติศาสตร์(ที่จำได้มีจุดนึงช่วงพูดเรื่องคณะราษฎร…เท่าที่จำได้นะ) หรือ การสรุปคำพูดของคนคนนึงแล้วเอาไปถามคนคนนึง(ที่เห็นและจำได้คือ ตอนที่ไปคุยกับ ส.ศิวรักษ์ว่า ไปคุยกับจิระนันท์มาว่าการปะทะในช่วงเช้าวันที่ 14 ตุลามีสาเหตุมาจากอย่างนี้ๆ ซึ่งทั้งๆ ที่จิระนันท์พูดออกมา 2-3 ข้อ แต่ผู้กำกับกลับเลือกเอาไปถามความเห็นต่อจากส.ศิวรักษ์แค่เหตุผลข้อเดียว – ซึ่งเป็นข้อที่ถ้าพิจารณาจริงๆ เราว่าน้ำหนักน้อยกว่าข้ออื่นด้วย)
  • หลังออกจากโรง รอบที่เราไปดูใครๆ ก็ไปคุยกับส.ศิวรักษ์(มาดูรอบสื่อด้วย)ว่าเรื่องนี้ส.ศิวรักษ์เป็นพระเอก หลังหนังฉายจริงคนก็บอกกันว่าปริญญาเป็นพระเอก แต่กับเรา…ธงชัยเท่านั้น! ถึงแอร์ไทม์จะน้อยกว่าสองคนข้างต้น แต่ว่าแต่ละรอบที่ออกมาพูดก็มีหมัดเด็ดๆ ตามมาทั้งนั้น
  • เกือบลืมไป เรื่องนึงที่น่าจะชมคือหนังเรื่องนี้ใส่ประกาศคณะราษฎร ฉ.1 เอาไว้ด้วย กับตัวเราเอกสารฉบับนี้ก็เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ แต่กับคนไทยอีกหลายกลุ่ม เราเชื่อว่าน่าจะมีทั้งไม่ชิน และเกลียดชังถ้อยคำที่อยู่ในประกาศนั้น การที่ผู้กำกับ(ที่นิยามตัวเองว่าไม่เหลืองไม่แดง ที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจการเมือง)ตัดสินใจที่จะใส่ประกาศฉบับนี้ลงไปในหนัง(ที่จะฉายให้คนมากหน้าหลายตาต่างที่มาได้ดู)ก็ถือเป็นความกล้าได้ในระดับนึง
  • ใครสนใจแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอาจจะต้องรีบๆ หน่อย เพราะฉายถึงแค่วันที่ 3 กรกฎาคม เท่านั้น เฉพาะที่พารากอนและเอสพลานาดรัชดา วันละ 2 รอบ

ลิงค์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รูปประกอบบลอกไปเซฟมาจาก: Paradoxocracy The Movie

Be Sociable, Share!

Leave a Reply