Stranger in a lonesome night

#StrangerInLonesomeCity

Stranger in a lonesome night.

.

.

“มึง ไปแดกเหล้ากันมั้ย มีร้านเปิดใหม่เค้าว่าเพลงเพราะ ช่วงนี้มีโปรด้วยนะมึง”
แทฮยองรัวคำพูดใส่สายโทรศัพท์ทันทีที่ผมกดรับสาย “น๊า มึงน๊า ไปกันนะ มึงจะนอนเหงานอนอืดแค่เพราะโดนเมียทิ้งไม่ได้นะเว่ย ไปหาไปเจอคนใหม่บ้างดิ น๊า”
“เออๆ” ผมตอบรับตัดรำคาญไป ถึงเพื่อนตัวแสบจะให้เหตุผลว่าอยากให้ผมออกไปเจอผู้คนบ้าง แต่ผมว่ามันนั่นแหละที่อยากออกไปหม้อสาวๆซะมากกว่า “ร้านไหนล่ะมึง”

แทฮยองบอกพิกัดของร้านเหล้าใกล้กับริมแม่น้ำฮันออกมา พร้อมนัดเวลากันที่ 2 ทุ่ม ไปถึงร้านเร็วหน่อยเผื่อว่าคนจะเยอะ แต่ผมว่าไม่น่าเยอะหรอก นี่มันวันพุธกลางสัปดาห์ แถมร้านนั้นยังอยู่นอกโซนสถานที่เที่ยวกลางคืนอีก

ผมยกนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดู เพิ่งจะห้าโมงครึ่ง ผมยังมีเวลาอีกนานกว่าที่จะถึงเวลานัด ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวแล้วหาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า

อ่อ ผมลืมแนะนำตัวไปสินะครับ ผม ‘คิมนัมจุน’ อายุ 22 นักศึกษาเอกมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย N ยังไม่ได้เกณฑ์ทหาร และแบบที่คุณรู้จากปากเพื่อนตัวแสบของผมไปแล้ว ใช่ครับผมเพิ่งถูกแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยบอกเลิกเมื่อช่วงก่อนปิดเทอมที่ผ่านมานี่เอง ด้วยเหตุผลที่ใครๆฟังก็พากันเบ้หน้าอย่างผมดีเกินไป ไม่เหมาะกับเธอ

เอาจริงๆผมไม่ได้เศร้าอะไรมากมายหรอกครับ มีความรู้สึกว่างๆโหวงๆในใจบ้าง แถมด้วยแอบงงๆด้วยซ้ำเมื่อหลังจากแฟนเก่าผมบอกเลิกผมแค่สองวัน ยัยนั่นก็ขึ้นสถานะว่ากำลังคบกับหนุ่มฮอตคณะบริหาร จะไม่งงได้ไงล่ะครับก็ก่อนนี้เธอตัวติดกับผมเป็นตังเม แล้วนี่ไปเอาเวลาที่ไหนไปคบกันล่ะนี่

ตามที่ผมเล่าไปนั่นแหละครับ ปิดเทอมนี้พอไม่มีแฟนผมก็เลยว่างๆ เติมเต็มชีวิตตัวเองด้วยการนอน กิน เล่นเกม แล้วก็ดื่มเบียร์ แล้วก็นอน เตรียมตัวเองให้พร้อมเผื่อเจอหน้าแฟนเก่าตอนเปิดเทอม นี่ผมไม่ได้เศร้าจริงๆนะคุณ

เข็มนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มห้านาที ผมยืนอยู่หน้าร้านที่แทฮยองนัดผมเอาไว้ ร้านนี้เป็นผับแจ๊สขนาดไม่ใหญ่มากนัก และตามที่ผมคิดไว้วันนี้คนไม่ได้เยอะขนาดนั้นถึงจะมีโปรโมชั่นเบียร์สด 1 แถม 1 ก็เถอะ ยืนรออยู่ไม่เกิน 10 นาที แทฮยองก็มาถึงร้านพอดี

พวกผมเข้าไปจับจองโต๊ะเล็กทางมุมขวาของร้านที่ดูเป็นส่วนตัวกว่าโซนอื่น แต่ก็ยังคงเห็นเวทีชัดเจนอยู่ พวกผมสั่งเบียร์ดำมา 2 เหยือก ไม่ใช่ว่าเป็นสายแข็งอะไรนะครับถึงได้สั่งมาทีละสองแบบนี้ แต่มันเป็นโปรโมชั่นน่ะ ไม่สั่งแบบนี้เดี๋ยวร้านเค้าน้อยใจแย่

ผมกับแทฮยองนั่งละเลียดเบียร์กันไปเรื่อยๆ วงดนตรีของที่นี่เล่นดีตามที่เค้าของแทฮยองว่ามาจริงๆ นานแล้วที่ผมไม่ได้มานั่งผับแจ๊สแบบนี้ ส่วนคนที่โฆษณาว่าเพลงที่นี่ดีอย่างนั้นอย่างนี้น่ะหรอ ผมไม่เห็นมันจะสนใจเวทีมากไปกว่าพี่สาวโต๊ะเยื้องกันที่กำลังส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงนั่นเลย

“นี่มึงจะให้กูมาเจอผู้คน หรือมึงอยากเจอเองครับเพื่อน” ผมถามกระเซ้ามันไป

“กูเจอกับมึงเจอก็เหมือนกันนั่นแหละ มึงว่านูน่าเสื้อดำนั่นชอบกูป่าววะ เค้าหันมาสบตากูตลอดเลย” แทฮยองกระซิบตอบผม ทั้งที่สายตายังไม่ละมาจากนูน่าเสื้อดำที่ดูท่าจะเป็นสาวออฟฟิศเลย มันยกแก้วเบียร์ขึ้นมาส่งสัญญาณชนแก้วให้โต๊ะนั้นด้วย แถมสาวเจ้ายังเล่นด้วยกับมันอีกแน่ะ

“เฮ้ย แทแท!” ระหว่างที่ไอ้แทฮยองกำลังยักคิ้วหลิ่วตากับนูน่าโต๊ะข้างๆ ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาจากทางด้านหลังของผม พอหันไปก็เจอผู้หญิงคนนึงกำลังเดินมาทางโต๊ะของพวกผม “แทแทจริงๆด้วยอ่ะ ไม่ได้เจอตั้งนาน เป็นไงบ้าง” เดี๋ยวนะ แทแทนี่คือไอ้แทฮยองนี่หรอ
“อ๊ะ เยจีซอนเบ สวัสดีครับ” เพื่อนผมลุกขึ้นยืนทักทายสาวคนที่มาใหม่ ชัดเลย แทแทนี่ชื่อเล่นมันหรอเนี่ย ผมคบกับมันมาสองปีไม่เห็นมันเคยเล่าให้ฟังเลย

“เฮ้ย ไม่ต้องมากพิธีน่า ทำตัวตามสบายๆ” พี่ผู้หญิงที่ชื่อเยจีอะไรนั่นเอามือตบบ่าแทฮยองเบาๆ “แล้วนี่มากับเพื่อนหรอ” เธอหันมาเลิกคิ้วทำตาโตใส่ผมเบาๆ

“ครับพี่เยจี นี่นัมจุนเพื่อนที่มหาลัยผมครับ, นัมจุนนี่พี่เยจี รุ่นพี่ที่โรงเรียนของฉัน” โอ้โห ไอ้แทแทอยู่ต่อหน้ารุ่นพี่นี่เปลี่ยนสรรพนามฉับพลันเลยนะ

“แล้วนี่พี่เยจีมาคนเดียวหรอครับ” แทแทหันไปให้ความสนใจกับพี่เยจีของมันต่อหลังจากเห็นว่าผมกับรุ่นพี่สาวทักทายกันตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว

“มากับยุนกิน่ะ จำยุนกิได้ใช่มั้ยแทแท นี่ยุนกิเอารถไปวนหาที่จอดอยู่” พี่เยจีพูดพลางชะเง้อชะแง้มองหาเพื่อนที่มาด้วยกัน “อ๊ะ นั่นไง! ยุนกิๆ ทางนี้!” พี่เยจียกมือขึ้นโบกให้ผู้ชายตัวเล็ก ที่ผิวขาวอย่างกับหลอดนีออนเดินได้

พอคนที่ชื่อยุนกิเดินเข้ามาถึงโต๊ะ เจ้าแทฮยองก็รีบโค้งทักทายอย่างสุภาพแบบที่ผมไม่เคยเห็นมันทำมาก่อนเลย “สวัสดีครับยุนกิซอนเบนิม!” แถมยังพูดทักทายเสียงดังจนสาวโต๊ะข้างๆหันมามองกันทั้งโต๊ะอีกต่างหาก

“นี่ยุนกิ จำแทแทได้มั้ยที่เคยอยู่ชมรมเราน่ะ” พี่เยจีถามเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่

“จำได้ดิ ทำไมเราจะจำคนที่สมัครเข้าชมรมบาสเพราะแอบชอบแฟนเราไม่ได้ล่ะ” รุ่นพี่ตัวขาวนั่นพูดแซวเพื่อนผมที่ยังคงก้มหน้างุดๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเขินหรือมันกลัว

พอดีกับเป็นช่วงพักวงบนเวที ผมเลยได้คุยกับสองคนที่มาใหม่ สรุปแล้วทั้งคู่เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนมัธยมของแทฮยอง พี่สาวที่ชื่อเยจีเป็นผู้จัดการทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียน อายุมากกว่าพวกผมปีนึง ส่วนคนตัวขาวนั่นคือพี่ยุนกิ อายุมากกว่าพวกผม 2 ปี ถึงจะเห็นตัวเล็กแบบนี้ แต่สมัย ม.ปลายพี่เขาเป็นกัปตันทีมบาสของโรงเรียนเลยทีเดียว และแน่นอนว่าแฟนของพี่เขาในตอนนั้นที่เจ้าแทแทไปจีบนี่ก็คือพี่เยจีนั่นเอง

พี่เยจีเรียนปีสามคณะบริหาร ที่ม.S ส่วนพี่ยุนกิเป็นว่าที่นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่เยจี พี่เยจีเป็นคนคุยสนุก ไม่แปลกที่เจ้าแทฮยองเพื่อนผมมันหลงเสน่ห์พี่เขาเอามากๆ ส่วนยุนกิฮยองที่นั่งข้างผมนี่ดูนิ่งกว่า สายตาดูดุๆด้วย มิน่าเจ้าแทฮยองถึงไม่กล้าสบตาขนาดนั้น

ขณะที่ปล่อยให้เจ้าแทฮยองรำลึกความหลังกับพี่เยจีคนสวย ผมก็ได้คุยกับพี่ยุนกิหลายเรื่อง ทั้งดนตรี วรรณกรรม ภาพยนตร์ ยาวไปจนถึงเรื่องสังคมและการเมือง ผมพบว่าพี่ยุนกิที่ดูนิ่งๆดุๆนั้น เอาเข้าจริงเป็นคนคุยสนุกอยู่เหมือนกัน แถมรสนิยมหลายอย่างก็ตรงกับผมด้วย

พวกเราสั่งเบียร์มาเพิ่มอีกหลายเหยือก ถึงบทสนทนาที่มีระหว่างกันจะยืดยาวขนาดไหน แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พวกเราถือจังหวะที่วงดนตรีวงที่สามของค่ำคืนอำลาเวทีไปเป็นเวลาแยกย้ายของพวกเรา ตอนนั้นเข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนนิดๆ แทฮยองอาสาไปส่งพี่เยจีเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน

“นัมจุน, บ้านอยู่แถวไหนน่ะ” พี่ชายตัวขาวถามผมขึ้นหลังจากแท็กซี่ที่แทฮยองกับพี่เยจีโดยสารเคลื่อนตัวออกไปแล้ว

“อ่า แถว…ครับ” ผมตอบกลับไป

“อ่อ” พี่ยุนกิเอนหลังไปพิงผนังตึกที่อยู่ด้านหลัง ก้มมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ สลับกับเงยหน้ามองฟ้า แล้วถอนหายใจหนักๆออกมา “นายรีบกลับมั้ย?”

“ก็ไม่ครับพี่ ผมยังไงก็ได้”

“งั้น ไปต่อกันมั้ย?” พี่ยุนกิหันมาสบตารอคำตอบจากผม จู่ๆหัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาซะอย่างนั้น และเป็นหัวใจผมอีกนั่นแหละที่สั่งให้ผมพยักหน้าตอบพี่เขาไป

พี่ยุนกิเดินนำผมลัดเลาะมาตามตรอกซอกซอย ก่อนจะมาโผล่ที่ถนนเลียบแม่น้ำฮัน ลมเย็นๆจากแม่น้ำพัดมาปะทะหน้าผมแผ่วเบา หน้าร้อนแบบนี้ ผมว่านั่งจิบเบียร์ริมน้ำก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอกนะครับ

ผมกับพี่ยุนกิหาที่นั่งเหมาะๆได้แล้วก็เริ่มเปิดกระป๋องเบียร์ที่เราแวะซื้อจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทาง พี่ยุนกิดึงบุหรี่ออกมาจากซองหน้าตาประหลาด แล้วคาบไว้ระหว่างริมฝีปากสีอ่อนนั่น แล้วยื่นซองบุหรี่มาทางผมพลางเลิกคิ้วถาม ทำนองว่าจะผมจะเอาด้วยมั้ย ผมยื่นมือออกไปรับบุหรี่ยี่ห้อไม่คุ้นตาไว้ตัวนึง ก่อนจะลองจุดสูบดู

เพียงแค่คำแรกของบุหรี่ประหลาดนั่นก็ทำให้ผมต้องสำลักควันออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะรสชาติของบุหรี่ที่ไม่คุ้นเคย ทั้งหวานและหนัก แต่ก็หอมเป็นบ้าเลย

“นี่บุหรี่อะไรอ่ะพี่”

“เค้าเรียก kretek เป็นบุหรี่อินโดน่ะ เค้าผสมกานพลูลงไปกับใบยาสูบด้วย หนักหน่อยแต่พี่ว่าดูดแล้วจมูกโล่งดี”

ผมพยักหน้ารับก่อนจะอัดบุหรี่เป็นรอบที่สอง คราวนี้เพราะตั้งตัวได้แล้วผมเลยไม่สำลักควันหนักๆนั่นอีก และพบว่ามันจริงอย่างที่พี่ยุนกิว่าไว้ มันโล่งจมูกดีจริงๆ แถมรสชาติหวานๆที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากมันก็เย้ายวนอย่างแปลกประหลาด

เสียงหัวเราะของพี่ยุนกิดังคลอไปกับเรื่องสัพเพเหระที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน ไม่รู้เพราะเขาเริ่มเมาหรือเพราะผมเริ่มมึนหัว แต่เราสองคนค่อยๆขยับตัวเขาชิดกันมากขึ้น บางครั้งพี่ยุนกิชะโงกตัวเข้ามาเล่าเรื่องตลกให้ผมฟัง จมูกผมได้กลิ่นหอมหวานแบบเดียวกับกลิ่นบุหรี่ที่พี่ยุนกิสูบจากผิวของเขา กลิ่นหอมหวานๆที่ผมไม่คุ้นเคย กลิ่นหอมที่ทำให้หัวใจของผมเต้นรัวแรง

ไม่ถึงสองชั่วโมงดีนัก เบียร์ที่พวกเราซื้อมาก็หมดไปอีก 6 กระป๋อง จู่ๆพี่ยุนกิที่นั่งเงยหน้ารับลมก็หันมาหาผม พร้อมพูดด้วยเสียงแหบๆจางๆ “นัมจุนอ่า เดินไปซื้อไอติมให้พี่หน่อยดิ พี่ว่าพี่เมาแล้วว่ะ”

“เมาแล้วกินหวานเดี๋ยวก็น็อคหรอกพี่” ผมท้วงออกไปเบาๆ

“พี่ติดแล้วอ่ะ เวลาเมาแล้วต้องกินไอติมล้างปาก นัมจุนอ่า ไปซื้อให้หน่อยน้า” คนตัวขาวหันมาอ้อนผมพร้อมแก้มแดงๆนั่น พลางล้วงมือจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาให้ผม

“ไม่เป็นไรพี่เดี๋ยวผมเลี้ยง ตอบแทนที่พี่เลี้ยงเบียร์ผมแล้วกัน” พี่ยุนกินิ่งคิดสักพักก่อนพยักหน้าตอบผม “พี่ชอบกินรสอะไรอ่ะ”

“เอาวนิลาอ่ะ แบบไหนก็ได้แต่ขอวนิลา”

ผมลุกขึ้นยืน สะบัดหัวไล่ความง่วงงุนก่อนจะเดินข้ามถนนไปร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม

ไม่ถึงสิบนาทีผมก็เดินกลับมาพร้อมไอศกรีมแบบแท่งรสวนิลาของพี่ยุนกิ และน้ำดื่มเย็นเจี๊ยบอีกหนึ่งขวด ผมยกน้ำขึ้นดื่มพลางมองพี่ยุนกิละเลียดไอศกรีมด้วยสีหน้ามีความสุข ครีมสีขาวละลายมาเกาะอยู่บนริมฝีปากที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อๆนั่น หัวใจผมกระตุกเต้นอีกแล้ว

“พี่นี่แปลกคนนะ ผมเห็นแต่คนกินหวานตอนเมาแล้วยิ่งเมาหนักไปอีก”

พี่ยุนกิไม่ตอบอะไรแค่หัวเราะเบาๆ ก่อนละเลียดไอศกรีมในมือต่อ หัวใจผมยังคงเต้นรัวแรงอยู่ในอก ผมจ้องใบหน้าขาวนั่นก่อนที่เส้นสติของผมจะขาดผึ่ง

“พี่ยุนกิ” ผมเรียกออกไปเบาๆ คนข้างตัวหันมาสบตาทั้งที่ริมฝีปากยังคงคาบไอศกรีมอยู่ “ผมชิมบ้างดิ” ไวเท่าความคิด ผมก้มหน้าลงไปงับเนื้อไอศกรีมฝั่งตรงข้ามกับพี่ยุนกิ มือผมเอื้อมขึ้นมากุมมือขาวๆนั่นไว้ไม่ให้เจ้าตัวดึงแท่งไอศกรีมหนี

ปลายจมูกของเราแทบจะชิดกัน ริมฝีปากก็ด้วย ตอนนี้ในหัวสมองผมขาวโพลน มีเพียงแววตาสีดำสนิทคู่นั้น กับกลิ่นใบยาสูบปะปนกับกลิ่นวนิลาอ่อนๆเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้

พี่ยุนกิหลุบตาลงมองไอศกรีมที่ยังคงคาอยู่ที่ริมฝีปากของตัวเองกับของผม ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมาสบกับสายตาผมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า แต่เหมือนผมเห็นรอยยิ้มยั่วยวนในแววตาคู่นั้น

พี่ยุนกิยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาลูบท้ายทอยผมเบาๆ พร้อมทั้งทิ้งมือข้างที่ถือไอศกรีมไว้ลงไปข้างตัว ผมรีบกำจัดที่ว่างระหว่างริมฝีปากของเราด้วยการกดจูบลงไป พี่ยุนกิเองก็รับเอาจูบของผมไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ผมสาบานกับพวกคุณเลยว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยสนใจหรือมีประสบการณ์อย่างว่ากับผู้ชายด้วยกันเลย แต่ตอนนี้ ผม, คิมนัมจุน, กำลังเปลือยกายกอดกระหวัดอยู่กับร่างเปลือยของชายอีกคนบนเตียงนอนในโรงแรมเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำฮัน

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเราทั้งสองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร รู้แต่ว่าเราทั้งคู่ไม่เคยปล่อยให้ริมฝีปากของเราต้องห่างกันเกินหนึ่งนาทีเลยนับตั้งแต่เดินเข้าห้องนี้มา อากาศร้อนรุ่มในหน้าร้อน ยังไม่เท่าอุณหภูมิของผิวที่เสียดสีกันไปมาของเราทั้งคู่ ถึงจะเปิดแอร์ไว้เย็นฉ่ำ แต่ทั้งผมและยุนกิก็ยังมีเม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นมาตามไรผมและกรอบหน้า

“นายไม่เคยทำกับผู้ชายใช่มั้ย” ยุนกิที่ตอนนี้นั่งคร่อมตัวผมไว้ก้มหน้าลงมากระซิบถามผมที่ข้างหู ผมพยักหน้าตอบไป เรียกรอยยิ้มจากคนข้างบน

ยุนกิไม่ได้ถามอะไรผมต่อ เขาโน้มตัวลงมาจูบผมอย่างเร่าร้อน ก่อนที่จะผละออกไปปล่อยให้ปลายลิ้นของผมไขว่คว้าหาลิ้นเล็กของเขาอย่างโหยหา คนตัวขาวไล่ริมฝีปากลงไปตามแนวร่างกายผม ทั้งซอกคอ หน้าอก แวะเล็มลิ้มกับยอดอกทั้งสองข้างของผม ก่อนจะลากลิ้นผ่านหน้าท้องของผมลงไป เพื่อที่จะไปหยอกล้อกับแก่นกายที่กำลังผงาดอยู่

ผมเคยมีประสบการณ์กับผู้หญิงมาบ้าง ถึงจะไม่มากนัก แต่บอกได้เลยว่ายุนกิเก่งกว่าบรรดาสาวๆที่ผมเคยผ่านมาทั้งหมด ในตอนที่ผมกำลังคิดว่าจะเสียทีให้กับริมฝีปากและเรียวลิ้นของยุนกินั้น คนตัวขาวก็ถอนริมฝีปากออกมา
ผมผงกหัวขึ้นมาจะประท้วง ร่างเล็กนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเอง พร้อมออกเสียงชู่ว์เบาๆ

“นัมจุนอ่า มีถุงยางมั้ย” ยุนกิถามขึ้น ผมเอี้ยวตัวลงไปคว้ากล่องสี่เหลี่ยมในกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ถอดทิ้งไว้ข้างเตียง แล้วส่งให้ยุนกิ หลังจัดการเสร็จสิ้น ยุนกิก็ยกสะโพกขึ้นก่อนจะกดลงมาให้แก่นกายของผมผลุบหายเข้าไปในช่องทางคับแคบทางด้านหลัง

คนตัวขาวนั่งหลับตาอยู่สักพัก รอให้ร่างกายของเขาคุ้นชินกับร่างกายของผม ก่อนที่จะเริ่มขยับสะโพกช้าๆแต่หนักแน่น เรียกเสียงครางหวิวได้ทั้งจากผมและจากริมฝีปากคู่สวยนั้น

จังหวะรักระหว่างเราเริ่มรุนแรงและเร่งเร็วขึ้นก่อนที่ผมจะปลดปล่อยออกมาพร้อมกับยุนกิที่เป็นคนคอยควบคุมเกมรักครั้งนี้ ร่างเล็กทาบทับลงมานอนเหนื่อยหอบบนหน้าอกของผม ก่อนจะยันตัวขึ้นแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

คืนนั้นผมพบว่าคนที่ปกติดูนิ่งเงียบ แถมด้วยดุอย่างเสือตามคำที่พี่เยจีพูดแซวเพื่อนของตัวเองไว้ตอนเราดื่มด้วยกัน เมื่อมาอยู่บนเตียงแบบนี้กลับพลิกบทบาทเป็นคนที่เผ็ดร้อนยิ่งกว่าพริกทุกชนิดบนโลกรวมกันเสียอีก วันนั้นกว่าผมจะได้นอนอีกครั้งก็เกือบ 6 โมงครึ่ง

ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีเวลาก็ผ่านไปจนเกือบเที่ยงแล้ว ที่นอนข้างกายผมเย็นชืด ถึงแม้ผมจะยังคงได้กลิ่มหอมหวานๆแบบเดียวกับกลิ่นผิวของเขาอยู่ แต่ยุนกิก็จากไปแล้วโดยปราศจากการร่ำลา 

ผมกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของตัวเองต่อไป แวะเวียนไปที่ผับแจ๊สโดดเดี่ยวริมแม่น้ำฮันบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอพี่เยจีหรือยุนกิอีกเลย ผมลองถามแทฮยองดูว่ามีเบอร์โทรศัพท์ของพี่เยจีหรือยุนกิบ้างมั้ย เจ้านั่นก็ปฏิเสธมาว่าตั้งแต่โทรศัพท์เจ้านั่นพังไปเมื่อปีก่อน เบอร์ของรุ่นพี่หรือเพื่อนเก่าๆก็หายไปหมด แถมวันนั้นก็เมาจนลืมขอเบอร์กันไว้

ผมกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไปเรียน ไปเที่ยว ไปเหล่สาวกับเพื่อนๆ เว้นแต่อย่างเดียวที่เปลี่ยนไป ก็ยี่ห้อบุหรี่ ที่ผมหันมาสูบบุหรี่รสชาติแปลกที่ได้ลิ้มลองคืนนั้นนั่นแหละ ผมว่าผมติดกลิ่นมันเข้าให้แล้ว

—————————–

Note: Stranger in a lonesome night. เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากธีม Stranger in a lonesome city เรื่องราวของคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาแล้วเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

Be Sociable, Share!

6 thoughts on “Stranger in a lonesome night

  1. หวีดมากค่ะ นี่มันอะไรกันคะะะะะะะะะะะ
    ทำไมรู้สึกสับสน มึนงง และหลงทางเหมือนนัมจุนในเรื่อง
    นี่เป็นวันช็อตธีมสิ่งลี้ลับหรือเปล่าคะ แงงงงงงงง
    เราแอบงงน่ะค่ะ อันนี้เป็นจบแบบปลายเปิดใช่ไหมคะว่าให้ไปต่อเอาเอง
    เรามโนว่าพิก้าเป็นสิ่งลี้ลับไปแล้วค่ะ 555555
    ยัยพิก้านี่ก็อ่อยจริง เอาดีๆคือนัมจุนอย่างกะคนโดนของ
    หลงแรง หลงไว อย่าว่าแต่นัมจุนเลย ถ้าเป็นพี่ๆก็ไป 555555
    ขอบคุณค่ะ

    1. ไม่ใช่สิ่งลี้ลับค่า แฮ่
      อันนี้เป็นเรื่องสั้นในธีมคนแปลกหน้าในเมืองเหงาค่ะ จริงๆควรเขียนอธิบายไว้ก่อนแต่ลืม :p แก่นหลักของธีมคือบางครั้งคนแปลกหน้าก็เข้ามาทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปค่ะ

      ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ :)

  2. ฮื่อออออ จริงๆไม่เคยอ่านชกมต. ที่มีฉากแอ้ะ งือออ
    ตอนนี้มีความสติหลุดอยู่เล็กน้อยนะคะ มันเป็นอะไรที่หงิกนิดนึงปนๆกับความหงอยด้วย
    หงิกนี่คือนิ้วค่ะ ทั้งหงิกทั้งจิกกับมือตัวเอง เขิงงงงง 5555555555
    คิด(ไปเอง)ว่าเวลาแก้มขาวๆของคุณรุ่นพี่แดงหน่อยๆเวลาเมาต้องน่ารัก ฮรึก ยิ่งชวนคุยใกล้ๆยิ่งต้องใจเต้นแรงแบบนัมจุนเป็นนั่นแหละค่ะ ;^;
    มีอ้อนให้ซื้อไอติมอีก แง้ /ล้ม
    ด้วยลุคภายนอกแบบยุนกิ สำหรับเราอ้อนแบบไหนก็ต้องยอมทั้งนั้น ไอติมอะไรต้องการอีกแค่ไหนจะหามาให้เลยยยย เลาเข้าใจนายนะนัมจุนอาาาา
    แต่พอเลื่อนลงมาจนจบไอ้ที่ฟูๆฟุ้งๆตบตีกับตัวเองนั้นก็เหี่ยวแล้วก็หงอยลงค่ะ ;-;
    หวังว่าจะได้บังเอิญเจอกันที่ตู้ไอติมร้านสะดวกซื้อตอนที่คุณรุ่นพี่เมาแล้วกันนะคะ
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ <3

  3. เอาเป็นว่ามันดีมากกก พอเข้าใจแก่นเรื่องอยู่ค่ะ อ่านแล้วก็คิดถึงตัวเอง เพราะเราก็เคยเจอคนที่เข้ามาแล้วทำให้เราเปลี่ยนอะไรบางอย่างเหมือนกัน สุดท้ายเขาก็จากไปนะ แต่ก็ทำให้เราเปลี่ยนไปจากเดิม ฮร่าาาาาาาา / ตัดมาที่ฟิค คือตอนอ่านนี่รู้เลยว่ายุนกิต้องมีของ(?) แล้วก็มีจริงๆด้วยอ่ะ ชอบนะ เป็นอะไรที่จบในตัวเอง สื่อสารได้ตรงจุดและแน่น นี่ก็เป็นบ่อยๆแบบยุนกิตอนเมาอ่ะ #อร๊ายไม่พูดแล้วววว โดยรวมคือชอบมากๆค่ะ เข้าใจนัมจุนนะว่าเขาก็ไม่เสียใจหรอก ออกจะยิ้มได้ตอนย้อนกลับไปนึกถึงมากกว่า ชอบอ่าาาา เขียนมาเยอะๆนะคะแล้วเราจะรออ่านรอให้กำลังใจ อ่านแล้วเพลินมากๆ ภาษาลื่นไหลดีด้วย เริ๊บๆนะ

Leave a Reply