[Quote] บทสัมภาษณ์ GM Live: The Edge of Life ไปให้สุดขั้ว สัมภาษณ์แบบ “ดิ่งลึก” กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

The Edge of Life ไปให้สุดขั้ว สัมภาษณ์แบบ “ดิ่งลึก” กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เรื่อง : มนตรี บุญสัตย์, อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม
นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

ที่มา: https://gmlive.com/TheEdgeofLifeไปให้สุดขั้วสัมภาษณ์แบบดิ่งลึกกับธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ

“…ผมคิดว่าโครงสร้างที่มีอยู่ในสังคมไทยโดยภาพรวม ไม่เอื้อให้เกิดจินตนาการ หรือการเติบโตของคนรุ่นใหม่ที่จะเท่าทัน เศรษฐกิจแบบดิจิทัล ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณลองไปซื้อนิทานที่เขียนโดยคนไทย กับนิทานที่เขียนโดยฝรั่ง สุ่มหยิบมาอย่างละสิบเล่มแล้วเทียบกัน คุณจะพบว่า สิบเล่มของนิทานภาษาไทย จะสอนเรื่อง คุณธรรม ซื่อสัตย์ เคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อม นี่คือค่านิยมที่จะอยู่ในนิทานสิบเล่มของไทย ร้อยทั้งร้อยจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าไปอ่านนิทานสำหรับเด็กของต่างประเทศ เขาจะเน้นไปที่จินตนาการ ความสนุกสนานของเด็ก จะเห็นว่านิทานของไทยกับต่างประเทศแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

นิทานที่คนไทยอ่านคือนิทานที่ปลูกฝังค่านิยมที่ไม่เหมาะสมต่อการพาประเทศไปสู่อนาคต ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะท้อนความสิ้นหวังของอนาคตของสังคมไทย เพราะจริงๆ แล้ว จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิพากษ์ เป็นสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้กับเด็กๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยสอนให้กับเยาวชนของเรา คือกรอบ คุณสอบกรอบทุกอย่าง ตั้งแต่ทรงผม ชุดนักเรียน การเกณฑ์ทหาร การอยู่ในโอวาทของผู้ใหญ่ หรือการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ทุกอย่างคือกรอบทั้งหมด ซึ่งถ้าบอกว่าเรากำลังพูดถึง Thailand 4.0 เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่ไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมที่มันฝังรากอยู่ในสังคมไทย การพูดเรื่องเหล่านั้น มันก็ไม่มีความหมาย …”

“…ผมคิดว่าทุกคนมีพระเจ้าของตัวเอง แล้วคุณก็คุยกับพระเจ้าของคุณเองได้โดยไม่ต้องผ่านวัด โบสถ์ หรือมัสยิด คุณคุยกับพระเจ้าของตัวคุณได้ แม้กระทั่งระหว่างการวิ่ง คุณก็คุยกับพระเจ้าได้ คุณไม่ต้องไปตักบาตร ไปมิสซา หรือละหมาดเพื่อจะคุยกับพระเจ้า สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนา หรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่นๆ…”

“…ผมคิดว่าสิ่งที่ถูกคือการแยกรัฐกับศาสนาออกจากกัน เหมือนยุโรปกับญี่ปุ่น ผมคิดว่าอะไรก็ตามที่บังคับให้คนเชื่อหรือศรัทธาในสถาบัน มันนำไปสู่ความรุนแรง ตัวอย่างการเชิดชูสถาบัน เช่น นักเรียนอาชีวะที่ปัญหาทั้งหมดมาจากการยึดติดกับสถาบัน ในเยอรมนี หลายมหาวิทยาลัยไม่มีการรับใบประกาศนียบัตร เพราะมันเป็นการส่งเสริมให้เกิดสถาบันนิยม

ไม่ว่าจะศาสนานิยม อะไรนิยมก็ตาม ชาตินิยมยิ่งแล้วใหญ่ อะไรก็ตามที่มีการสร้างสถาบันนิยมขึ้นมา การสร้างสถาบันนิยมรับใช้แต่คนที่เป็นชนชั้นนำของสถาบันนั้น และทำให้เกิดความรุนแรง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับสังคมอื่นๆ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นศาสนา ชาติ เราควรจะประนีประนอมกันเพื่อสันติภาพของโลก อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พูดเรื่อง Make America Great Again มันคือการปลุกปั่นเรื่องชาตินิยม ผูกเงื่อนไขให้คนเกลียดกัน และท้ายที่สุดนำไปสู่สงคราม สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็แบบนี้ ญี่ปุ่นก็นิยมในตัวจักรพรรดิ การสร้างอะไรที่มันเป็นนิยมหรือศรัทธาขึ้นมา จะนำไปสู่การทำลายล้างกันเองของมนุษยชาติ …”

“…ถ้าถามว่าความน่าอยู่ของสังคมไทยคืออะไร ผมคิดว่าความน่าอยู่ในสังคมไทยมีอยู่อย่างเดียว คือคุณต้องเป็นคนแบบผม คุณต้องเป็นคนที่มีเงินและมีอำนาจ ประเทศไทยถึงจะน่าอยู่ เห็นจากหลายกรณี เมื่อคนที่มีอำนาจและมีเงินถูกขึ้นศาล ทำผิดกฎหมายแล้วไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่ถ้าเป็นประชาชนธรรมดาไม่มีชื่อเสียง คุณก็จะถูกกระทำโดยกฎหมาย สังคมไทยน่าอยู่ก็ต่อเมื่อคุณมีเงินและมีอำนาจเท่านั้นเอง สำหรับผมถ้ามีเรื่องอะไรอย่างหนึ่งที่จะต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อสร้างสังคมไทยในวันข้างหน้าก็คือเรื่องนี้แหละ การบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกันกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะนามสกุลอะไร…”

“GM : ยุคสมัยหนึ่ง คนจีนโพ้นทะเลที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบอาจจะทำได้
ธนาธร : กี่คน และที่สำคัญคนที่ทำได้เกือบทั้งหมด มีสักกี่คนที่ไม่ผูกขาดสัมปทาน เอาเปรียบประชาชนกับรัฐ หรือโกงกินภาษีประชาชน นี่คือข้อเท็จจริง…”
“..เวลาพูดคุยกับตัวเอง ท้ายที่สุดมันต้องตอบตอนวินาทีที่คุณจะตาย ว่าคุณจะร้องขออีก 10 นาทีหรือเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่อยากตาย ยังขอต่ออีก 10 นาที กับอีกแบบที่ในวินาทีที่คุณต้องตาย แต่คุณสามารถอ้าแขนรับมัน ผมอยากใช้ชีวิตให้ถึงจุดนั้น จุดที่ผมจะอ้าแขนรับมันอย่างเต็มใจแล้วก็ภาคภูมิใจ และไม่ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังให้เสียใจ ผมอยากใช้ชีวิตแบบนี้”

Be Sociable, Share!

Leave a Reply