Net Neutrality กับการรณรงค์ในแวดวงติ่ง

วันนี้เปิดทวิตเตอร์ไปเจอแอคเคาท์ของ A.R.M.Y(ชื่อแฟนคลับของ BTS วงบอยแบนด์เกาหลีวงหนึ่ง) ทวีตรณรงค์ให้เพื่อนร่วมแฟนด้อมหันมาสนใจประเด็น Net Neutrality ที่ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร หรือ FCC ของสหรัฐอเมริกา กำลังจะมีการลงมติเรื่องนี้ในวันที่ 14 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เราว่าน่าสนใจดีในแง่การเลือกแมสเสจให้เข้ากับเป้าหมายการรณรงค์ เลยคิดว่าบันทึกไว้หน่อยดีกว่า

 

“ถ้าคุณคิดว่านี่มันไม่สำคัญล่ะนะ จากมุมมองของ A.R.M.Y บอกเลยว่าถ้ากฎหมายนี้ผ่าน มันจะมาตีกรอบทั้งการสตรีมเพลง, การเพิ่มยอดวิวบนยูทิวบ์, การโหวต(ให้ BTS), ทุกอย่างเลย A.R.M.Y อเมริกทุกคนจะได้รับผลกระทบจากมันนะ”

“ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นไง ถ้าเราต้องจ่ายเงิน 5 ดอลลาร์ ทุกครั้งที่เราเปิดเข้าไปดูอะไรก็ตามที่ BTS โพสท์ เรามีเวลาถึง 14 ธ.ค. เพื่อสู้เรื่องนี้”

“ช่วยกันกระจายข่าวหน่อยทุกคน เรามีเวลาถึงวันที่ 14 นี้เท่านั้น ไม่งั้นหลังจากนี้(ถ้ากฎหมายผ่าน) เราจะไม่สามารถติดตามและซัพพอร์ต BTS ได้อย่างอิสระนะ”

“ฉันอยากคอยอัพเดทข่าวของหนุ่ม ๆ อยากเห็นพวกเขากับเรื่องราวที่พวกเขาโพสท์! แฟนคลับเคป๊อปในสหรัฐช่วยกันทวีตเรื่องนี้ที! นี่เรื่องใหญ่นะทุกคน!”

 

นี่เป็นส่วนหนึ่งของทวีตจาก A.R.M.Y ในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังเชิญชวนเพื่อนร่วมแฟนด้อมให้หันมาสนใจประเด็นใหญ่ใกล้ตัวอย่าง Net Neutrality หรือความเป็นกลางทางเน็ต ที่ยกมาให้ดูเพราะรู้สึกว่าการเลือกประเด็นที่หยิบมาเชิญชวนหรือขับเคลื่อนการรณรงค์นั้นดูน่าสนใจดี พวกเขาหยิบเอาประเด็นที่คนภายนอกรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กในการเคลื่อนไหว แทนที่จะรณรงค์ด้วยประเด็นใหญ่อย่างการล้มกฎ Net Neutrality เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตที่ว่าความเป็นอิสระและเปิดกว้าง หรือการล้มกฎ Net Neutrality เป็นการละเมิดผู้บริโภค สร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ฯลฯ

แน่นอนเราเชื่อว่าการรณรงค์บนหลักการใหญ่เป็นการรณรงค์ที่ยั่งยืนกว่าในแง่ของการเปลี่ยนกรอบคิดของคนในสังคม แต่ในกรณีเฉพาะหน้า การจับเรื่องเล็ก ๆ ที่กระทบปัจเจก(ไม่จำเป็นต้องเฉพาะกลุ่มติ่ง)มาก ๆ มาใช้ในการรณรงค์สำหรับกลุ่มเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งมันเป็นสิ่งที่หวังผลได้มากกว่า เราคิดว่าเรื่องนี้สำคัญและองค์กรหรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมควรให้ความสนใจเพื่อพัฒนารูปแบบงานรณรงค์ของตัวเองให้ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เมื่อสามารถเจาะความสนใจของเป้าหมายได้แล้วเราค่อยหยอดความคิดที่เป็นหลักการใหญ่ลงไปเพื่อสร้างความยั่งยืนของประเด็น

แต่ก็เข้าใจได้ว่าไม่ใช่ทุกองค์กรที่มีคนทำงานรณรงค์เยอะ มีหลายที่เลยทีเดียวที่คนทำรณรงค์คือคนเดียวกับที่ทำงานประเด็น ซ้ำร้ายอาจเป็นคนเดียวกับที่ต้องไปผลักดันงานในระดับนโยบายด้วย เป็นตำแหน่งแบบออลอินวัน แค่ทำประเด็นก็เหนื่อยแล้ว จะให้มาตามเทรนด์ปัจเจกเพื่อเอามาสร้างงานรณรงค์ไปพร้อมกันก็เป็นเรื่องยาก ทางออกหนึ่งที่น่าจะดีคือหาเครือข่ายที่จะเข้ามาช่วยในการสื่อสารเพิ่ม ปกติแล้วองค์กรที่ทำงานรณรงค์มักจะมีการทำงานกับเครือข่ายต่าง ๆ ในเชิงประเด็นอยู่แล้ว เช่น องค์กรที่ทำเรื่องสิทธิแรงงานก็จะมีเครือข่ายที่ทำงานร่วมเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ หรือองค์กรที่ทำเรื่องสิทธิคนพิการก็จะมีเครือข่ายเป็นกลุ่มคนพิการด้านต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนงานในสโคปของตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่เราไม่ค่อยเห็น(หรือเขามีกันแต่เราไม่รู้เอง)คือการทำเครือข่ายกับคนที่ไม่ได้ทำงานประเด็น แต่มีความสนใจและสามารถเป็นผู้ส่งสารต่อไปยังประชากรในกลุ่มของพวกเขาได้ เช่น กลุ่มแฟนคลับเกาหลี กลุ่มแม่ค้าออนไลน์ กลุ่มคนขับแกร็บ/อูเบอร์ กลุ่มพนักงานบริษัท ฯลฯ เราคิดว่าในกลุ่มคนเล่านี้มีคนที่สนใจและยินดีช่วยเหลือในการสร้างสาร/สื่อสารอยู่ ถ้าเราสามารถสร้างเครือข่ายส่วนนี้ให้มาทำงานร่วมกับองค์กรได้ก็น่าจะเป็นผลดีกว่าการหวังว่าสื่อมวลชนจะโดดลงมาเล่นในประเด็นที่เราทำงานอยู่ หรือคาดหวังว่ายิงแคมเปญออกไปแล้วจะสามารถสร้างกระแสปากต่อปากอย่างเป็นธรรมชาติได้

ป.ล. ใครที่อยากทำความเข้าใจเรื่อง Net Neutrality ลองอา่นบทความบนไทยพับลิก้าดูได้ http://thaipublica.org/2015/01/energy-and-infrastructure-group-5/ หรือถ้าภาษาอังกฤษแข็งแรงก็ไปต่อที่ Save The Net https://www.savetheinternet.com/net-neutrality-what-you-need-know-now

ป.ล.2 ตอนนี้ถ้าใครทวีตแล้วติดแฮชแท็ก #NetNeutrality จะมีอีโมติคอนขึ้นหลังแท็กด้วยนะ เป็นสัญลักษณ์โหลดหน้าจอ น่ารักดี 

Be Sociable, Share!

Leave a Reply