ไม่ว่าวันนี้หรือ 20 สิงหา 62 ก็ไม่มีกฎหมาย “ห้ามสูบบุหรี่ในบ้าน”

(1) เรารู้สึกแปลกแยกมากๆหลังพบว่าตัวเองน่าจะเป็นคนเดียวหรือคนส่วนน้อยในหมู่เฟรนด์ลิสท์ที่โอเคกับการที่จะมีกฎหมายระบุว่าการสูบบุหรี่ในบ้านโดยความไม่ยินยอมของสมาชิกครอบครัวและก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพนั้นเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งที่คนในครอบครัวควรเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ต้องผจญกับควันบุหรี่ได้ อยากเขียนถึงความรู้สึกชัดๆว่าทำไมเราถึงมองว่าควันบุหรี่ในบ้านเป็นความรุนแรง แต่ก็ไม่อยากเขียนถึงกฎหมายโดยยังไม่ได้อ่านตัวบท(ทั้งที่ปกติก็ทำแบบนี้บ่อย) เลยไปค้นตัว พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 แล้วพบว่า

(2) อ้าว…แม่งไม่มีเนื้อหาเรื่องบุหรี่อย่างที่เขียนไว้ในข่าวจ้า

(3) สาระสำคัญของพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าด้วยการทำงานของ “ศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวในเขตพื้นที่จังหวัด” ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, “ศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ซึ่งดำเนินการโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, และ “ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน” ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนที่ยื่นขอจดทะเบียนกับทางพม.

(4) งานของศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวก็ทำงานตามชื่อ คือ คอยให้คำปรึกษาด้านครอบครัว, ด้านกฎหมายครอบครัว, รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่เข้าข่ายความรุนแรงในครอบครัว, การเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ

(5) นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เช่น การเรียกพบเป็นระยะเพื่อติดตามผล, การส่งตัวบำบัดอาการเสพติด(เหล้า, สิ่งเสพติด, การพนัน) รวมถึงบำบัดพฤติกรรมอื่นๆที่เป็นอันตรายในสถานพยาบาลหรือสถานบำบัด, ให้ผู้กระทำเข้ารับคำปรึกษาแนะนำทางจิตวิทยาสังคมจากผู้เชี่ยวชาญ, สั่งห้ามผู้กระทำผิดเข้าใกล้ครอบครัวที่ถูกกระทำหรือให้ออกไปจากที่อยู่อาศัยของครอบครัว ฯลฯ

(6) นอกจากนี้ก็มีบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองอัตลักษณ์ของทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำจากการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ และบทบัญญัติถึงผู้กระทำที่เคยตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำมาก่อนจนกระทบกระเทือนต่อสภาพร่างกายหรือจิตใจและได้เข้าโปรแกรมคุ้มครองสวัสดิภาพครบถ้วนแล้วว่าให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายบัญญัติได้(ซึ่งปกติเราจะเห็นคนถกเถียงกันเรื่องนี้บ่อยๆว่าเมียที่ถูกซ้อมจนวันนึงลุกขึ้นมาหยิบมีดแทงสวนจนผัวตายเนี่ย ควรได้รับโทษมากน้อยแค่ไหน)

(7) มีเรื่องอื่นๆอีก(แต่ไม่มีเรื่องบุหรี่!) อ่านต่อที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/067/T_0171.PDF

(8) แล้วเรื่องบุหรี่มาจากไหน? เราเดาเองว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคงรู้สึกว่าจะจัดแถลงข่าวเรื่องพ.ร.บ.ฉบับนี้อาจจะเห็นว่าเนื้อหามันไม่เซ็กซี่ ไม่น่าสนใจพอสำหรับสื่อ เลยเลือกหยิบการตีความเรื่องความรุนแรงในครอบครัวในทางที่มัน controversial มากๆขึ้นมาใช้ ซึ่งก็ controversial จนคนจำนวนมากอ่านหัวข้อข่าวแล้วด่าเพราะเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้บอกว่า “สูบบุหรี่ในบ้าน=ผิดกฎหมายอาญา”

(9) กลับไปดูเรื่องนิยามของคำว่าความรุนแรงในครอบครัวตามพ.ร.บฉบับนี้ก่อน “ความรุนแรงในครอบครัว” หมายถึงการกระทำใดใดของบุคคลในครอบครัวที่ทำต่อกันโดยเจตนาให้เกิดหรือในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต, ร่างกาย, จิตใจ, สุขภาพ, เสรีภาพ, หรือชื่อเสียงของบุคคลในครอบครัว รวมถึงการบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำให้ทำ/ไม่ทำ/ยอมรับการกระทำใดการกระทำหนึ่งที่ผิดทำนองคลองธรรม

(10) ซึ่งในการยกตัวอย่างเรื่องบุหรี่ในงานแถลงข่าวพูดถึงผลเสียใน 3 เรื่อง คือ 1).ทำให้สัมพันธภาพในครอบครัวแย่ลงหรือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก 2).ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายหรือทำร้ายจิตใจจากอารมณ์ฉุนเฉียวยามที่ขาดบุหรี่ 3).ที่คนในครอบครัวเจ็บป่วยแล้วพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากบุหรี่ที่คนในบ้านสูบ

(11) แล้วขยายความว่าการสูบบุหรี่ในบ้านนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนในครอบครัว เข้าตามนิยามเรื่องความรุนแรง ทำให้อาจถูกดำเนินคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้(หากมีคนในครอบครัวไม่ทนต่อการสูบบุหรี่ที่ก่อปัญหา) หรือที่ศาลอาญา(หากมีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น – ซึ่งปกติคดีทำร้ายร่างกายก็เป็นอาญาอยู่แล้ว) โดยถ้าศาลเห็นว่าการติดบุหรี่เป็นสาเหตุก็อาจมีคำสั่งให้ผู้กระทำไปบำบัดอาการติดบุหรี่(ใช้คำว่าอาจแปลว่ามันยังมีทางเลือกอื่นอีก?)

(12) เราเองก็ไม่แน่ใจว่าการสั่งให้บำบัดอาการติดบุหรี่ในคดีที่ศาลเห็นว่าบุหรี่เป็นสาเหตุของความรุนแรงทางกาย(ขาดบุหรี่แล้วหงุดหงิดจนทำร้ายร่างกาย)หรือทางสุขภาพต่อคนในครอบครัวมันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในระดับไหน แต่คิดว่าเรื่อง “สูบบุหรี่ในบ้าน = ผิดกฎหมาย” อันนี้น่าจะไม่จริงตามที่ว่ามา

(13) ย้อนกลับไปที่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลกแยกจากหลายๆคน ในขณะที่เราไม่แน่ใจเรื่องการละเมิดสิทธิ์คนสูบในกรณีนี้ เราเห็นว่าควันบุหรี่ที่เราถูกบังคับให้สูดดมโดยหนีไปไหนไม่ได้นั้นเป็นความรุนแรง และตามกฎหมายมันควรมีการคุ้มครองสมาชิกครอบครัวที่ไม่สูบบุหรี่จากควันบุหรี่ของคนในบ้านด้วย

(14) เราโตมาในบ้านไม้หลังเล็กที่ไม่มีบริเวณบ้าน ไม่มีสวน พ่อกับแม่เราสูบบุหรี่จัดทั้งคู่ ที่ปกติในการสูบบุหรี่ของพ่อคือชานหน้าบ้าน

ที่ปกติในการสูบบุหรี่ของแม่คือที่โต๊ะทำงานหรือโต๊ะเครื่องแป้งที่ตั้งอยู่กลางบ้าน ครอบครัวเราอยู่ชั้นบนของบ้าน ส่วนชั้นล่างสมัยที่มีคนงานก็ตีกั้นห้องให้คนงานอยู่กัน(ช่วงพีคๆของกิจการครอบครัวก็อยู่กันเป็นสิบคนได้)คนงานที่บ้านส่วนมากจะสูบบุหรี่ช่วงเย็นก่อนหรือหลังกินข้าวเวลามีคนสูบบุหรี่แม้เราจะเหม็นหรืออึดอัดเราก็หนีไปไหนไม่ได้เพราะมันไม่มีที่ให้ไป ที่เดียวที่ไม่มีคนเข้าไปสูบบุหรี่คือในห้องครัวแคบๆ

(15) ตอนเราเด็กกระแสรณรงค์เรื่องบุหรี่เริ่มเป็นเรื่องสำคัญ เราจำไม่ได้ว่าเคยขอพ่อกับแม่ให้เลิกสูบมั้ย แต่ที่รู้คือพ่อกับแม่ไม่เคยเลิกสูบบุหรี่เลย เราอยู่บ้านนี้จนอายุ 15 พอเข้า ม.4 เราไปเรียนที่บางแสนก็ได้อยู่หอ 5 วัน กลับบ้านเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับบ้านน้อยลง(ไม่ใช่เพราะหนีควันบุหรี่ แต่เพราะขี้เกียจนั่งรถกับติดเพื่อน 555) จนทุกวันนี้กลับบ้านปีนึงแทบจะนับครั้งได้

(16) เราเข้าใจความรู้สึกคนสูบบุหรี่ในไทยที่โดนจับจ้องโดนแปะป้ายให้เป็นผู้ร้ายอยู่ตลอดเวลา ตัวเราในช่วงนึงของชีวิตก็สูบบุหรี่(แต่ไม่ติดนะ ที่ตลกคือสูบบุหรี่เองเนี่ยหายใจออกปกติ แต่ถ้าเวลาไม่สูบแล้วได้ควันจากคนอื่นเนี่ยหายใจไม่ออกค่ะ) เราคิดว่ายังไงมันก็ต้องมีพื้นที่ตรงกลางที่คนสูบบุหรี่กับคนไม่สูบบุหรี่สามารถอยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครแปะป้ายใครได้ ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดในที่สาธารณะคือการจัดโซนสูบบุหรี่กับปลอดบุหรี่ ให้ทั้งสองกลุ่มประชากรสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม

(17) แต่กับพื้นที่ส่วนบุคคลมากๆอย่างที่บ้านที่กฎหมายการจัดโซนมันเข้าไปควบคุมไม่ได้ มันมีปัญหาแบบที่เราเล่าไปอยู่ เราเลยเห็นว่าการมีกฎหมายที่อย่างน้อยสามารถคุ้มครองคนที่ต้องผจญกับปัญหามันควรจะต้องมีอยู่ แม้มันจะมีข้อกังขาว่าจะใช้ได้จริงแค่ไหน เช่น ลูกจะกล้าร้องเรียนพ่อแม่หรอ หรือ ผู้ใหญ่ที่เห็นเหตุการณ์จะกล้าให้ความช่วยเหลือเด็กในเรื่องนี้มั้ย เพราะปัญหามันไม่ได้ชัดขนาดความรุนแรงประเภทอื่นๆ แต่ยังไงในสายตาของเราการมีอยู่ย่อมดีกว่าไม่มี

(18) เราไม่แน่ใจเรื่องคำสั่งของศาลมากนักว่านอกจากสั่งให้ไปเลิกบุหรี่แล้วสามารถสั่งอะไรได้อีกบ้าง แต่เราคิดว่ามันควรรวมถึงการไกล่เกลี่ยให้จัดโซนในการสูบในบ้าน, การตัดอำนาจปกครอง, และการหย่าร้าง เราว่าการติดบุหรี่มันควรเป็นเหตุในการหย่าร้างได้ด้วย เช่นเดียวกับการติดเหล้า, ติดยาเสพติด, ติดเที่ยว, ติดพนัน ฯลฯ อะไรพวกนี้ก็ควรใช้เป็นเหตุหย่าร้างได้ จริงๆแค่คนเรารู้สึกว่าอยู่กับคนนี้ต่อไปไม่ได้มันก็ควรเป็นเหตุแห่งการหย่าร้างได้แล้ว กฎหมายไม่ควรทำให้การหย่าเป็นเรื่องยาก คนไม่มีใจจะอยู่ด้วยกันมันก็ไม่ควรถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยกฎหมาย

(19) ยาวขนาดนี้ใครจะอ่านของมึงคะ?

Be Sociable, Share!

Leave a Reply