บาหลี…ประมาณนี้ล่ะ

  • ไปบาหลีมาค่ะ ทริปสั้นๆ แค่ 5 วัน ประชุมก็ปาไป 3 วันแล้ว OMG!
  • ไปพักที่โรงแรม Quest Hotel Kuta Central Park โรงแรมเงียบดี ห่างจากสนามบินประมาณ 20 นาที แต่ห่างจากทะเลพอสมควร แต่ข้อดีของมันคือไม่วุ่นวาย พนักงานบริการดีมากๆ
  • ขึ้นแทกซี่ที่นี่ให้ขึ้นของ Blue Bird เท่านั้น (แทกซี่ Blue Bird จะสีฟ้าาาาา แบบในลิงค์เท่านั้น)
  • ตอนเรามาถึงสนามบิน มองหาแทกซี่ของ Blue Bird ไม่เจอ(ขากลับก็ไม่เจอ) เลยตัดสินใจขึ้นของบริษัทอื่น ปรากฎว่าแทกซี่เรียกค่ารถเรา 200,000 IDR(เรทแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 8700 IDR ต่อ 1 USD.) ซึ่งแพงมากสำหรับเส้นทางไป Kuta ที่ไกลออกไปแค่ 3 กิโล เราเลยต่อรองเหลือ 75,000 ตามที่เพื่อนบอกมาว่าเป็นราคาแมกซิมั่มแล้วสำหรับเส้นทางนี้ ใช้เวลาต่อรองอยู่เกือบ 7 นาที (วิธีการต่อรองราคาในอินโดคือบอกราคาที่เราต้องการไป ไม่ต้องไปอ้อน ถ้าไม่ได้ก็เดินหนี เดี๋ยวเค้าก็เดินมาเรียกเอง) ซึ่งจริงๆ 75,000 ยังแพงเกินไปอยู่ดี สำหรับใครที่จะไป Kuta ถ้านั่งแทกซี่แบบไม่มีมิเตอร์ให้บอกราคาไม่เกิน 50,000 พอ (แต่ทางที่ดีคือพยายามหา Blue Bird หรือสั่งให้แทกซี่ใช้มิเตอร์)
  • มาถึงโรงแรมวันแรกปุ๊ปเราก็เปรี้ยว อยากออกไปเดินข้างนอก พยายามเดินไปทะเล ถ้าเข้าไปดูแผนที่ในเวบโรงแรม เราใช้เส้นทาง Jl.Patih Jelantik>Jl.Legian>Jl.Pantai Kuta(ถนนเลียบหาด)>Jl.Melasti>Jl.Sriwijaya>Jl.Patih Jelantik ซึ่ง…เพิ่งมาเช็คจาก Google Map เมื่อกี๊ เราเดินไปประมาณ…เกือบ 8 กิโล! ใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่า
  • ระหว่างที่เราเดินมาราธอนเราก็หาแลกเงินรูเปียห์กับหาซื้อซิมมือถือไปด้วย ร้านแลกเงินที่ Kuta มีเยอะมาก บางร้านก็เรทดีแต่หน้าร้านน่ากลัวสุดๆ(ประมาณว่าเป็นร้านขายเสื้อยืด/ของที่ระลึกข้างทาง มืดๆ อะไรทำนองนั้น) เราเลยเลือกเข้าร้านที่ดูดีขึ้นมานิดนึง จำพวกร้านขายทัวร์ที่ดูน่าเชื่อถือ และแลกเงินคราวละไม่มาก เรทที่พอจะน่าเชื่อถือได้ว่าแลกแล้วจะปลอดภัยคือไม่เกิน 9000 IDR ต่อ 1 USD ถ้าร้านไหนให้เรทสูงกว่านั้นให้ระแวงไว้ก่อนว่าจะโดน ‘ฟัน’ (ร้านพวกนี้ทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ จะมีป้ายที่ระบุว่าเป็นร้านรับแลกเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายแทบทั้งนั้น ฮ่วย) หรือเอาชัวร์เลยคือแลกกับธนาคาร
  • ซิมมือถือ อันนี้ก็โดนพ่อค้าจ้องจะฟันเหมือนกัน เราเจอเรียกราคา 125,000 ทั้งๆ ที่จริงๆ ถ้าเราจำไม่ผิดเราเคยซื้อในจาการ์ต้าได้ถูกมากๆ(ไม่เกินหมื่นหรือสองหมื่น) ถ้าใครเจอราคาหลักแสนก็บอกผ่านได้เลย สุดท้ายเราเจอที่ร้านนึงราคา 35,000 ซึ่งก็พอรับได้อยู่ เอามาเปิดบริการแบล๊คเบอร์รี่ราคาไม่แรงมาก
  • ของในอินโดราคาแพงกว่าบ้านเราทุกอย่าง น้ำดื่มnestle pure life บ้านเราขวดละเจ็ดบาท ที่นู่นขวดละสิบกว่าบาท(3500 ราคามาตรฐานเพราะซื้อในร้าน CircleK)
  • ใช้เงินที่นู่นต้องระวังให้มาก เราเผลอซื้อไอติมวอลล์แมกนั่มในราคาแท่งละ 100,000 มาแล้ว!! (มันคือ 300 กว่าบาทไทย – แพงกว่ากินที่สนามบินหรือที่โรงแรมระดับ 5 ดาว อีก)
  • ช่วงที่ประชุม 3 วัน เราไม่ได้ทำอะไรนอกจาก ประชุม ประชุม ประชุม เลิกประชุม 6 โมงเย็น กินข้าว อาบน้ำ เล่นเฟซบุ้ค นอนนนนนน แค่นั้น เราต้องพรีเซนท์ด้วย แอบประสาทนิดหน่อยเพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เราต้องพรีเซนท์เป็นภาษาอังกฤษในเวทีระดับภูมิภาค
  • วันรองสุดท้ายก่อนกลับ พอมีเวลาอยู่บ้างเลยเช่ารถ(พร้อมคนขับ) ไปเที่ยว Ubud กัน ค่าเช่ารถ 8 โมงเช้า – 4 โมงเย็น ราคา 300,000 นั่งกันไป 8 คน หารค่ารถแล้วถูกกว่านั่ง Perama Shuttle อีก
  • คนขับรถพยายามพาเราไปดูตามศูนย์ที่เค้าให้นักท่องเที่ยวดู ผ้าบาติกเอย เครื่องเงินเอย ภาพวาดเอย แต่สุดท้ายเราบอกให้เค้าไปแค่ ศูนย์ขายผ้าบาติก(แต่ไม่ซื้อกันกลับมาหรอก ราคาขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ) ร้านขายกาแฟขี้ชะมด มังกี้ฟอเรสท์ แล้วก็ตลาดขายของที่ระลึกของ Ubud
  • ผ้าบาติกสวยดี เค้าบอกว่าผ้าความยาว 1 เมตร ใช้เวลาทำ 1 อาทิตย์ แต่อย่างที่บอกมันแพ๊งแพง เราเลยไม่ได้ซื้อมา
  • กาแฟขี้ชะมด หอมดี แต่ไม่ได้ซื้อมาเหมือนกัน เพราะเราลิ้นจระเข้เรื่องกาแฟ ไม่เรื่องมากเท่าไหร่ เค้าเอากาแฟมาให้ชิมหลายแก้วเลย แต่ถ้ากาแฟขี้ชะมดนี่จะแก้วละ 50,000
  • Monkey Forest ค่าเข้า 20,000 ลิงเยอะดี มีพี่คนไทยที่ไปด้วยบอกว่าลิงมันเหมือนที่ไหนซักที่ในไทย เขาอะไรๆ นี่ล่ะ เราลืม(แต่ไม่ใช่เขาดิน) ลิงค่อนข้างเชื่อง(ในที่นี้แปลว่าไม่มาไล่กัดคนสุ่มสี่สุ่มห้า แต่อย่าไปแหย่มันล่ะ) แต่ไม่ได้เป็นมิตรเท่าไหร่ เวลาเดินต้องระวัง แต่เรายังไม่เจอลิงมาฉกฉวยอะไรนะ ข้างในมีวัดเก่าด้วย เดินๆ ไปแล้วก็นึกถึงฉากในหนังเรื่อง The Jungle Book ปี 1994 เลย ทริปนี้เลยถ่ายรูปลิงมาเยอะหน่อย เพราะได้ดูจริงๆ จังๆ ก็ลิงนี่ล่ะ
  • หลังจากนั้นก็ไปตลาด เดินดูของนิดหน่อย ไม่ค่อยได้ซื้ออะไร เพราะเราเป็นคนไม่ชอบต่อราคาเท่าไหร่ วิธีการต่อที่นี่คืออย่างที่บอกไปข้างต้น บอกราคาที่เห็นว่าควร ถ้าแม่ค้าไม่เอาก็เดินออกทำท่าว่าจะไปดูร้านอื่นเดี๋ยวแม่ค้าจะเดินมาเรียกเอง (ถ้าเค้าโอเคแล้วต้องซื้อนะ ต่อเล่นๆนี่โดนด่าเปิง) พอเราซื้อร้านนี้เสร็จ แม่ค้าร้านข้างๆจะเดินมาถามทันที เอาอีกมั้ย แบบเดียวกัน ราคา same same
  • สิ่งที่ยากที่สุดในการต่อราคาของคือสายตาเศร้าๆ ของแม่ค้า ทำให้เราไม่ค่อยกล้าต่อราคาซักเท่าไหร่
  • สิ่งนึงที่ต้องจำไวในการต่อราคาของคือ ต่อในราคาที่เรารับได้และคิดว่าสมควร ไม่ใช่ต่อเพื่อหาราคาที่ต่ำที่สุดในกลุ่มเพื่อน ถ้าเจอใครได้ราคาถูกกว่าเราก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะของที่เราได้มาเราได้มาในราคาที่ถูก”ใจ”ของเราแล้ว
  • สรุปวันนั้นก็ได้กระเป๋าสานมาให้น้องสาวใบนึง(ถ้าน้องไม่เอาเราว่าจะเอาไว้ใช้เอง) กับตุ๊กตาไม้รูปแมวทาสี 5 ตัว(เค้าขายเป็นเซท) ซึ่งเรามาเจอของเหมือนกันนี้ที่สนามบินแต่ราคาสูงกว่าเกิน 5 เท่า
  • หากใครมาอินโดควรใช้เงินที่แลกไว้ให้หมด หรือไม่ก็ให้แลกกลับในร้านแลกเงินนอกสนามบิน ให้เหลือพอแค่ค่าแทกซี่กับค่าภาษีสนามบิน(150,000 IDR) เท่านั้นพอ เพราะมาแลกที่สนามบินเรทแย่มาก
  • อ่ะ ดูรูปๆๆ กัน นิดหน่อย

 

(มีรูปอีกเล็กน้อยที่ http://www.flickr.com/photos/mhonism/sets/72157628276471841/with/6453718467/ ตามไปดูกันได้)

Be Sociable, Share!

Leave a Reply