ประชาธิป’ไทย ในความทรงจำ

จริงๆ ไปดูเรื่องนี้มาตั้งแต่รอบสื่อฯ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน(17 มิ.ย. 56) พอมาถึงตอนนี้ก็ลืมๆ สิ่งที่ดูไปประมาณ 60% ได้แล้ว ฮ่ะๆๆๆ ข้างล่างนี้คงเป็นบันทึกอะไรเล็กๆ น้อยๆ ถึงหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่เคยผ่าน “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” หรือหนังสือในทำนองนั้นมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่สำหรับคุณ หนังเรื่องนี้เหมาะมากกับคนที่รู้จักคณะราษฎรในฐานะว่าชิงสุกก่อนห่าม ประชาชนไม่เคยพร้อม และ 14 ตุลา จบลงอย่างสงบตอนเช้าวันนั้นหน้าวังสวนจิตรฯ แต่ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ สปช. แล้วเชื่อเรื่องที่เขียนอยู่ในนั้นเลย หนังเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณอยู่ดี หนังเรื่องนี้ไม่ใช่อาหารแบบฟูลคอร์ส ไม่ใช่เมนคอร์ส แต่เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรอก ถ้าเราไม่หาเมนคอร์สมากินต่อ หนังเรื่องนี้ไม่มีสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา… ส่วนตัวแล้วเรามองว่าสมศักดิ์เองก็ไม่ได้เหมาะที่จะอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับหนังคือกลุ่มคนที่เราอาจจะจัดกลุ่มเขาอย่างหยาบๆ ได้ว่า “สลิ่ม”, มีใครค้านมั้ยว่าท่าทีแบบสมศักดิ์(และตัวสมศักดิ์เอง – จะด้วยความใจแคบของสลิ่มหรืออะไรก็ตาม)ไม่เหมาะกับการชักจูงกลุ่มเป้าหมายนี้ให้เปิดใจรับฟัง ถึงไม่มีสมศักดิ์ แต่ก็มีธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งบทบาทของธงชัยแม้จะไม่ได้ออกมาเยอะอย่างปริญญา แต่ก็เป็นคนพูดอะไรสำคัญๆ ในหนังอยู่ตลอดเวลา และมีประเด็นที่น่าจะทำให้กลุ่มคนดูเป้าหมายเก็บกลับไปคิด…

19 พฤษภา ในความทรงจำของฉัน

จริงๆ แล้วมีความทรงจำเกี่ยวกับการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ไม่มากนัก ไปที่ชุมนุมแบบนับครั้งได้  จะบอกว่าเพราะว่าตอนนั้นบ้านกับที่ทำงานอยู่คนละทิศกับสถานที่ชุมนุมก็ดูแก้ตัวมากเกินไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีผลอยู่เหมือนกัน อีกเหตุผลคือไม่อยากมีปัญหากับแฟนเท่าไหร่ แฟนมักจะห้ามและบอกว่าถ้าหมอนไปต้องตายแน่ๆ เพราะเป็นคนที่มีสกิลการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่ำมาก …จริงๆ มันดูเป็นข้ออ้างทั้งสองเรื่องเลยนะ มันคงเป็นข้ออ้างนั่นแหละ เหตุผลที่แท้จริงคงเป็นที่เราขี้เกียจมากเกินไป และขี้ขลาดมากเกินไป —————————————————————– ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ไม่กี่วัน… จริงๆ แล้วก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่เป็นช่วงที่เหตุการณ์พีคๆ มีการตั้งด่านทหารแล้ว ถ้าจำไม่ผิดมีการยิงกันเกิดขึ้นแล้ว NGO ไทยส่วนหนึ่ง กับ NGO ต่างชาติที่ทำงานในไทยส่วนหนึ่งได้คุยกันว่าเราจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี? สถานการณ์มันไปไกลเกินไปมาก สุดท้ายหลังการพูดคุยเราก็เลยได้วิธีการแบบ NGOๆ นั่นคือเราจะออกจดหมายเปิดผนึกถึงอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และแกนนำกลุ่มนปช. ในฐานะ Actor หลักที่มีผลต่อสถานการณ์ รวมทั้งส่งจดหมายและเข้าพบกับ Mr. Homayoun Alizadeh ผู้แทนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง(ไม่ใช่โดยการทหารนะ แต่ด้วยวิถีทางการทูตหรือการกดดันแบบอื่น)เพื่อหยุดการฆ่าและเพื่อให้เกิดการสืบหาความจริง จดหมายที่ส่งออกไปหน้าตาแบบนี้…

เอะอะก็แบน

อ่านข่าว เปิดคำพิจารณา หนัง ‘ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง’ ห้ามฉายในราชอาณาจักร ก่อนนะจ๊ะ บอกก่อนว่ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะคะ(เพราะวันที่เค้าฉายกันที่หอศิลป์ จขกท….ตื่นสาย = =” ทุเรศจริงๆ ให้ตายเถอะ) แต่ในฐานะที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และมีโอกาสได้ลงไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้ง ได้คุยกับทั้งชาวบ้านจากภูมิซรอลและจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ตัวเราเองสนใจหนังสารคดีเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงที่ได้ข่าวว่ามีการถ่ายทำ(หรือช่วงโพสท์โปรดักชั่นนี่แหละ) เพราะเราเองก็อยากรู้ว่าในมุมมองของคนจากสายงานอื่นเค้ามองประเด็นปัญหานี้อย่างไร และจะสะท้อนมันออกมาในรูปแบบไหน เหมือนหรือต่างจากมุมที่เรารับรู้มาจากการลงไปทำงานกับคนในพื้นที่อย่างไรบ้าง แล้วก็แอบตั้งความหวังไว้นิดๆ ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ได้ออกไปสู่สาธารณชนก็น่าที่จะดึงประเด็นบางอย่าง หรือมุมมองบางมุมมองให้ออกมาเป็นที่ถกเถียงและเรียนรู้ร่วมกันของสังคมได้บ้าง แต่พอมาเห็นข่าวการแบน ‘ห้ามฉายในราชอาณาจักร’ แบบนี้ เราก็รู้สึกเลยว่าสงสัยความหวังของเราจะกลายเป็นหวังลมๆ แล้งๆ ไปรึเปล่า? ยิ่งตามมาอ่านเหตุผลที่คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ให้ไว้ก็ยิ่งเงิบ เฟล เศร้าใจ หลายอารมณ์มันปนกันไปมา บางทีก็ขำกับสิ่งที่เรียกว่า “วิจารณญาน” ถ้าหากเราจะพิจารณาดูเหตุผลที่คณะอนุกรรมการอ้างว่า ‘พิจารณามาแล้ว’ แล้วจะพบว่าไม่เพียงหนังเรื่องนี้หรอกที่ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จะกระทบต่อความมั่นคงภายใน และความมั่นคงระหว่างประเทศ เพราะตามเกณฑ์นี้เองข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ เวบบลอก หรือกระทั่งเวบบอร์ดก็เป็นภัยในระดับเดียวกัน (พูดถึงเรื่องข่าว ตอนช่วงที่มีเหตุความขัดแย้งกันแรงๆ ตอนที่สันติอโศกยังชุมนุมอยู่กทม. ที่ทำงานเราเคยไปพบเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยพร้อมทั้งพาชาวบ้านจากภูมิซรอลและ CSO…

เมื่อสันติอโศกแต่งเพลงให้ชาวบ้านที่ชายแดน…

เมื่อคืนบังเอิญเปิดไปเจอกระทู้เพลง Gangnam Style – (ฮาโคตรเศร้า ชายแดนสิตาย) ในพันทิป ตอนแรกก็กดฟังด้วยความสงสัยว่าเพลงพูดถึงอะไร พอฟังได้ท่อนนึงก็ต้องกดเข้าไปดูในยูทิวป์เลยทีเดียวว่าเพลงนี้ใครมันช่างแต่งขึ้นมาได้นะ…สรุปว่า อ่อ…ของสันติอโศกนั่นเอง ลองไปฟังเพลงกันก่อนฮะ ฟังเสร็จเลยคอมเมนท์อะไรไปนิดหน่อย เผื่อมีคนผ่านมาอ่านจะได้เข้าใจเรื่องในอีกฝั่งนึงด้วย ที่ทำงานเรามีโครงการ cross-border ที่ทำเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย(ทำมาหลายปีแล้วค่ะ ตั้งแต่ช่วงที่มีการปลุกกระแสแรกๆ) โดยเครือข่ายที่ทำงานด้วยมีทั้งคนไทยในบ.ภูมิซรอล(ไปประชุมกันก็ใช้ที่โรงเรียนที่โดนลูกปืนลงนั่นแหละค่ะ) และฝั่ง CSO/NGO ของกัมพูชา(ซึ่งองค์กรที่มาร่วมเป็นองค์กรพุทธในกัมพูชาค่ะ) สิ่งที่เราพบและรู้จากการทำงานลงพื้นที่และคุยกับชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ คือ…คนในภูมิซรอลเค้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ทำกินจากที่คนกัมพูชารุกเข้ามา(แบบที่ในเพลงนี้สื่อ) แต่เป็นเพราะทางการไทยประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินดั้งเดิมของเค้า(ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นของไทย…เค้ายังเดินเข้าเดินออกพื้นที่ได้ แต่เข้าไปใช้ประโยชน์เหมือนเดิมไม่ได้) ซึ่งกับชาวบ้านจริงๆ เค้าไม่ได้สนใจเรื่องว่าใครจะได้ปราสาท ใครจะได้พื้นที่ เพราะสุดท้ายเค้าก็เดือดร้อนกันเหมือนเดิม ไม่มีคนสนใจปัญหาจริงๆ ของเค้าเหมือนเดิม(ประเด็นเส้นเขตแดน, ประเด็นชาตินิยม ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง — ไม่ใช่แค่สำหรับในไทย ในกัมพูชาเองก็ใช้เทคนิคทำนองเดียวกัน)   เรื่องการจับกุมตัวคนไทย ต้องท้าวความถึงบริบทอื่นก่อนว่าโดยปกติของพื้นที่แล้วมันมีการข้ามแดนไปมาอยู่ตลอดเวลา เพราะเขตแดนธรรมชาติมันค่อนข้างไม่ชัดเจน เวลาเข้าป่า หาของป่า หรือกระทั่งเข้าไปตัดไม้(มีทั้งสองฝั่ง)ก็จะมีการพลัดหลงหรือล้ำเข้าไปในเขตแดนแต่ละฝั่งอยู่เนืองๆ ที่ผ่านมากรณีคนไทยที่เข้าไปหาของป่าแล้วผลัดหลงเข้าไปในเขตแดนฝั่งกัมพูชา ทหารฝั่งนู้นเค้าก็จะช่วยพากลับมาส่ง(ถ้าทหารเจออ่ะนะคะ) ไม่ค่อยมีการจับกุม ของฝั่งไทยเราคิดว่าก็น่าเป็นแบบเดียวกัน แต่มันก็มีเคสแรงๆ เกิดขึ้นบ้าง เช่น กรณีคนกัมพูชาที่ถูกยิงและเผานั่งยางในเขตป่าของไทย…

임을 위한 행진곡 – เพลงโซลิดาริตี้ภาคภาษาเกาหลี

เพลงโซลิดาริตี้เป็นเพลงนึงที่ขบวนการแรงงานของไทยเอามาใช้ร้องเวลาเดินขบวน ชุมนุม หรือรณรงค์ค่ะ เพลงนี้แต่งขึ้นครั้งแรกที่เกาหลี เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1980 หลังจากเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนที่เมืองกวางจู จากนั้นเราคิดว่าก็แพร่หลายออกไปในเอเชียตะวันออกจนมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ เพลงนี้เนี่ยเวลาร้องจะต้องมีท่าประกอบด้วยนะคะ ลองไปดูท่าประกอบกับเพลงภาคภาษาไทยกันค่ะ <เนื้อเพลง> แม้เวลา จะยังยาวไกล เลือดรดรินหลั่งไหล เราก้าวไป ด้วยกำลังใจ สู๋เส้นชัยเสรี มาพวกเรามาร่วมกันต่อสู้ มาพวกเรามารวมพลัง สุดลำบากยากแค้นที่เราเผชิญ เราจะร่วมเดินฟันฝ่า เรากรรมกรและชาวนา สู้ นักศึกษามาร่วมประสาน อุปสรรคใดๆไม่เคยหวั่น เราสร้างสรรค์เพื่อวันเสรี ** แม้เวลา จะยังยาวไกล เลือดรดรินหลั่งไหล เราก้าวไป ด้วยกำลังใจ สู๋เส้นชัยเสรี พลีชีพไปในทุกที่ บินเหมือนนกที่ผกผิน โซลิดาริตี้ใหญ่ยิ่ง เราจะผกผินบินไป (ซ้ำ**) ท่าที่เห็นเต้นในวิดิโอนี่เราเคยเห็นนักสหภาพแรงงานญี่ปุ่นก็เต้นท่าเดียวกันนะ แต่ของเกาหลียังไม่เคยเห็น…(เพลงนี้นี่ถ้าฟังดนตรีจะรู้ว่าเกาหลีจ๋ามากจริงๆ) หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เราก็พยายามหาว่าเพลงนี้ในภาษาเกาหลีเป็นยังไง? พยายามมานานมาก เคยถามเพื่อนอินเทิร์นที่เป็นคนเกาหลีที่มาจากกวางจูว่าเคยได้ยินเพลงนี้มั้ย? เพื่อนก็บอกว่าไม่เคย = =” จนสุดท้ายผ่านไปหลายปีก็เจอเพลงนี้เข้าจนได้ >___<…

กระทู้ในตำนาน

พอดีว่ามีพี่คนนึงขุดกระทู้นี้ขึ้นมาให้ นั่งเปิดเข้าไปอ่านแล้วก็เออ…สมัยสาวๆ นี่ เราก็อึดเวอร์ กระทู้ยาวมาก พิมพ์ยาวมาก อธิบายซ้ำซากมาก แต่ก็ยังทนอธิบาย ฮ่ะๆๆๆ ลองหาดูนะคะว่าเราใช้นามแฝงว่าอะไร :p http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2009/09/C8326825/C8326825.html

Once goes viral, Always goes viral.

https://www.facebook.com/k6stories/posts/415524288540701 เรื่องของเรื่อง(เผื่อขี้เกียจคลิกเข้าไปอ่าน) คือ มีคนอัพคลิปขึ้นยูทิวป์ชื่อ “แค่จีบสาว…ต้องโดนขนาดนี้เลยหรอ” เนื้อหาประมาณว่าหนุ่มจะไปเซอร์ไพรส์ขอสาวมาเป็นแฟนแล้วให้เพื่อนตามถ่ายวิดิโอโมเมนท์นั้น แต่พอไปถึงกลับโดนสาวเจ้าด่าและปาดอกไม้ใส่+ตอกด้วยประโยค “เอาเงินไปทำหน้าดีกว่ามั้ย” เห็นว่าคอมเมนท์ท้ายคลิป(กับตามบอร์ดต่างๆ)ช่วงแรกก็ด่าสาวว่าแรงเกิ๊น ตัวเองหน้าตาดีนักหรอ บลาบลาบลา จากนั้นก็มาถึงจุดเงิบจุดแรก(คล้ายๆ turning point ฮ่ะๆๆๆ)ตรงที่มีคนเข้ามาคอมเมนท์ท้ายคลิปในยูทิวป์ว่าสาวในคลิปนั่นแฟนเค้าเอง ผู้ชายนั่นแหละชอบมาตามตื๊อ ตอนนี้คนเลยหันมาด่าผู้ชาย จนกระทั่งถึงจุดเงิบที่สองคือ…คลิปนี้เฟคจ้าาาาา ทำมาส่งอาจารย์ให้หัวข้อว่าด้วยไวรัลวิดิโออะไรทำนองนั้น คนที่ด่าๆ ที่ผ่านมาก็เงิบกันเป็นทิวแถว แต่ที่แย่กว่าความเงิบคือ…ความที่วิดิโอนี้ตีโจทย์การทำไวรัลคลิปได้แตกมากๆ คือเล่นกับอะไรที่ดราม๊าดราม่า จนคนแชร์ต่อๆ กันไปเยอะ คนก็เข้ามาด่าเยอะตามไปด้วย จนสุดท้ายน้องผู้หญิงที่โดนด่าเยอะสุดน่าจะทนไม่ไหว(เห็นมีคนมาโพสท์ว่าร้องไห้ไปแล้วอะไรทำนองนั้น)ทีมงานเลยตัดสินใจเอาคลิปลง แต่แน่นอนตามที่จั่วหัวว่าอะไรก็ตามที่มันไวรัลไปแล้ว มันจะยังคงวนเวียนอยู่ในโลกของไวรัลตลอดไป…พอคลิปถูกเอาลงปุ๊บ ก็มีคน(ใครก็ไม่รู้)รีอัพโหลดแทบจะในทันทีเหมือนกัน(ที่ตกใจคือ…พี่โหลดคลิปแบบนี้เก็บไว้ทำไมคร๊าาาาา) ทั้งในยูทิวป์ ทั้งในเฟซบุ้ค ไม่ใช่แค่คนธรรมดานะ แต่เซเลบออนไลน์เจ้าพ่อเกาะกระแสแบบพุด เดชอุดมก็รีอัพโหลดกับเค้าด้วย ดีไม่ดีพรุ่งนี้เช้าคลิปนี้อาจได้ออกสรยุทธนะ :p จริงๆ เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่คิด/ตั้งใจจะทำไวรัลคลิปนะ อะไรที่ไวรัลไปแล้วจะไวรัลต่อไปเสมอ ดังนั้นก่อนปล่อยต้องคิดให้ถี่ถ้วน ปล่อยไปแล้วจะเป็นภาระกับลูกหลานในภายหลังมั้ย? ปล่อยไปแล้วจะรับได้ฟีดแบ๊คได้รึเปล่า (คลิปที่เล่นกับดราม่าที่เนกาทีฟมากๆๆๆ มักจะโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง คือ ก่อนเฉลยก็โดนด่า หลังเฉลยก็ยังโดนด่า(ว่ามึงหลอกกู) ส่วนพวกสายโพสิทีฟอาจจะโดนจัดหนักแค่ตอนเฉลยแล้วแค่นั้น) อย่างที่บอกว่าโลกทุกวันนี้การผลิตซ้ำมันทำได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส…

ฝรั่งดั้งขอจะมาเข้าใจอะไรกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย?

ถ้ามีคนถามว่าฝรั่งดั้งขอมันจะไปเข้าใจวัฒนธรรมและเอกลักษณ์อันสูงส่งของชาติที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร? มันจะเข้าใจความสำคัญของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของเราได้อย่างไร? แนะนำให้เอาโคว้ทข้างล่างไปตบหน้าคนนั้นเล่นๆ นะคะ แค่อยากโพสท์ให้ดูว่าประเทศที่เค้ามีกษัตริย์ประเทศอื่นเค้าคิดยังไงกับกฎหมายปกป้องกษัตริย์ของไทย เผื่อจะได้เปิดหูเปิดตาเลิกภูมิใจกับความ “ยูนีค” แบบล้าหลังๆ กันเสียบ้าง Norway acknowledges Thailand’s need to find a balance between protecting the constitutional monarchy and the right of individuals to express their views, as stated in the national report. Norway is concerned, however, about the dramatic increase in the number of lèse…