Four Versions of The Thai Lese Majesty Law and Two Proposed Versions

ได้มานานแล้วจากเปเปอร์ของอ.เดฟ(เดวิด สเตรสฟัส) เรื่องพัฒนาการของ lese majesty law ในไทย ว่ามีบทลงโทษเพิ่มขึ้นอย่างไบ้าง ซึ่งบทลงโทษที่ใช้อยู่ปัจจุบันเกิดขึ้นจากคณะรัฐประหารสมัยปี19

กูละเหวยรักชาติ,ศาสน์,กษัตริย์

ไปเจอมานานแล้ว จากร้านหนังสือเก่าที่นัมเบอร์วันพลาซ่า ตรงข้ามราม2 เลยถ่ายเก็บไว้อ่านเล่นๆ เป็นกลอนจากนิตยสารหญิงไทย ฉบับปักษ์แรก ตุลาคม 2519 ค่ะ

ประชาคมอาเซียน…”ในฝัน”

วันก่อนเห็นข่าวนี้ “ภาษาหม่องหราเอทีเอ็มพม่ายึดเมืองมหาชัย” จากในทวิตเตอร์ วันนั้นก็ยังบ่นๆ ในนั้นอยู่ว่าคนเขียนข่าวใจแคบ และเต็มไปด้วยอคติ วันนี้ลองค้นฟีดแบคของคนไทยที่ได้อ่านข่าวดู เจอกระทู้นี้ http://bit.ly/c5M4qY เข้าไปยิ่งน่าหดหู่ใจ(ถึงจะพอรู้ว่ามันจะมีคนคิดแบบนี้อยู่ในโลกนี้ด้วยนะ) อาเซียนวางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2015 ชาติในอาเซียนจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ประชาคมอาเซียน” รวมกัน เป็นครอบครัวเดียวกันอย่างสันติ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน อย่าเพิ่งมองถึงปี 2015! ตอนนี้ปี 2010 เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว เปิดศึกกับเพื่อนบ้านรอบข้าง ทั้งแบบเข้าทางรัฐบาลเพื่อนบ้าน และเข้าตีนรัฐบาลเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นยังมีกรอบคิดที่อคติเหยียดทั้งชนกลุ่มน้อย ทั้งผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน(ที่เราว่าเค้าด้อยกว่าเรา)สารพัด ม้งลาว ขแมร์-กรอม โรฮิงยา(ใช่! ที่เคยถีบหัวเรือเค้าให้ไปตายที่ไหนก็ไป แต่ไม่ใช่ “แผ่นดินไทย” เนี่ยแหละ) แล้วอย่างนี้จะเป็น “ครอบครัว” เดียวกันได้มั้ยนี่? แต่เอาเข้าจริง เฉพาะในไทยเองก็ใช่ว่าจะถูกกัน งั้นที่ทำกับคนอื่นมันก็อาจจะแฟร์ๆ แล้วนะ ?!? คงต้องถามกลับไปบรรดาผู้นำของเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียน(ทุกประเทศนั่นแหละ ปัญหามันเท่าเทียมกัน)…

ลงพื้นที่ราชบุรี-พัทลุง-ระยอง กับข้อเสนอ “สหพันธรัฐไทย”

ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องการลงพื้นที่พูดคุยเรื่องประชาธิปไตย(ไปฟังชาวบ้านคุย ไม่ใช่เราไปพูดให้ชาวบ้านนั่งฟังนะ) เพิ่มเติมหลายรอบแล้ว(หลังจากที่คราวที่แล้วเล่าไปอย่างงงๆ คร่าวๆ กับการลงพื้นที่ที่เชียงใหม่และอุดร) รอบนี้ที่ผ่านมาไปมาสามที่ค่ะ มีราชบุรี พัทลุง และระยอง อย่างที่เคยพูดไว้(รึเปล่าหว่า?) ในแต่ละพื้นที่ปัญหา มักที่จะมีมุมมองที่มองคำว่า “ประชาธิปไตย” ต่างกัน สิ่งที่ต้องการก็ต่างกัน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้เราก็พบกับข้อเสนอที่ต่างกันออกไปเช่นกัน

ภาระจิกกัดเพื่อสร้างชาติรู้คิด: สัมภาษณ์จอห์น วิญญู

อ่านเต็มๆ ที่ http://prachatai.com/journal/2010/07/30401 “ทั้งหมดเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ในประเทศไทยนี้ เรามักยอมรับหลายสิ่งหลายอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม เรามักปล่อยให้เรื่องที่น่าสงสัยหลาย ๆ อย่างกลายเป็นบรรทัดฐาน….เป็นเรื่องที่เรายอม ๆ กันไปอยู่ ๆ กับมันไป เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น” วิญญูกล่าว เราเริ่มต้นด้วยความอยากจะเสียดสีและจิกกัดประเด็นทางการเมืองและสังคมหลาย ๆ ประเด็นที่ไม่เคยถูกแก้ไขหรือถูกมองข้ามไปในประเทศไทย บางทีอาจเป็นบุคลิกแบบคนไทยที่ยอมอะไรง่าย ๆ แต่เราควรเริ่มต้นตั้งคำถามกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเสียที ทำไมเราต้องทนกับนักการเมืองโกง ๆ? เกิดอะไรขึ้นกับเงินภาษีของเรา? รัฐบาลถลุงใช้เงินที่เราอุตส่าห์หามาอย่างเหนื่อยยากอย่างไร? “ตราบเท่าที่สื่อยังไม่เป็นอิสระจากรัฐอย่างแท้จริง แล้วจะปฏิรูปสื่อไปเพื่ออะไร? เพราะคนที่อยู่ในอำนาจก็คนกลุ่มเดิม คนที่สั่งเซนเซอร์ก็คนกลุ่มเดิม มันก็คนหน้าเก่า ๆ เดิม ๆ นั่นแหละ คำว่าเสรีภาพของสื่อ มันก็แค่คำพูดที่มีตัวอักษรหลายตัวแค่นั้นเอง “แล้วพอคนที่มีอำนาจทะเลาะกันผ่านสื่อ ก็ไม่เห็นมีใครได้ประโยชน์ แล้วก็มีเรื่องเซเลบบางคนไปพัวพันรักสามเส้ากับหนุ่มเกย์ลงเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย อาจมีป้าแก่ ๆ…

แถลงการณ์มูลนิธิศักยภาพชุมชนเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์

ในฐานะที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (The United Nations Human Rights Council) ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ ปกป้อง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ควรต้องรักษาหลักการสิทธิมนุษยชน และเป็นแบบอย่างให้กับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งโลกกำลังจับตาดูการพัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างใกล้ชิดหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2553 การคงพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศไว้ จะไม่เป็นผลดีต่อสถานะสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในฐานะประธานขององค์การที่ทำงานเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอย่างแน่นอน

ต่อพรก.ฉุกเฉิน ทั้ง24จังหวัด ศอฉ.มติเอกฉันท์

ศอฉ. ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้ง 24 จว. ชี้จำเป็น เหตุสถานการณ์ ยังไม่น่าไว้วางใจ อ้างยังมีการบิดเบือนข่าวสารไปปลุกระดมมวลชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงอาวุธที่ถูกยึดไปบางส่วน ยังไม่ได้คืนราชการ… วันที่ 5 ก.ค. 2553 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ขาดเพียง พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศที่ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุม 2 ชั่วโมง

ร่าง พรบ.การชุมนุม

ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ…. ที่พึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ….ที่เสนอโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553

เล็กๆ น้อยๆ กับการลงพื้นที่ เชียงใหม่ – อุดร – ราชบุรี

หายไปนานจนจะลืมไปแล้วว่ามีที่ให้เขียนที่นี่อยู่ ฮ่ะๆๆๆ
(ต้องคอยเตือนตัวเองรื่องที่ว่า URL นี่ก็เสียตังค์ พื้นที่เวบก็เสียตังค์ นะจ๊ะๆ ถึงได้มีแรงที่จะอยากกลับมาเขียน)

สัปดาห์ที่ผ่านมาไปเดินสายลงพื้นที่คุยเรื่องประชาธิปไตยมในสามจังหวัด สามภาคค่ะ
ไล่ตั้งแต่เชียงใหม่ อุดร และไปจบที่ราชบุรี
เหนื่อยกับการนั่งรถสุดๆ แต่ละชั่วโมงที่นั่งอยู่บนรถก็คอยคิดหานวัตกรรมการนอน นอนยังไงให้หลับสนิท นอนยังไงให้ไม่เมื่อย :D

การที่ไปลงพื้นที่เพื่อพูดคุยเรื่องประชาธิปไตยในหลายพื้นที่นั้นเราได้ข้อสังเกตบางประการ(ทั้งที่เกี่ยวกับงาน และไม่เกี่ยว ฮ่ะๆๆๆ) คือ