The Lady : ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูการเมือง

“Even if you are not political, politics will come to you”1   วันนี้(6 กุมภา) ไปดู The Lady มากับเพื่อนๆ น้องๆ หนังค่อนข้างดี  เราร้องไห้ไปตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนัง แล้วก็ร้องไห้ต่อมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ ถ้าใครพอจะรู้ประวัติศาสตร์การเมืองพม่ามาบ้างก็จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้น และอินมากขึ้น แต่ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนการดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเกินไป เพราะตัวหนังเน้นเล่าเรื่องชีวิตของซูจีมากกว่าเล่าเรื่องการเมืองของเธอ ความกล้าหาญ ความสูญเสีย ความร้าวรานที่เธอต้องแลก เพื่อที่จะสามารถสู้ต่อบนถนนการเมืองเส้นนี้ เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าไม่ค่อยรู้เรื่องพม่าก็ไปดูเถอะค่ะ ไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องเบื่อหรือน่าผิดหวัง แต่อย่างที่บอกว่าถ้าอ่านหนังสือไปก่อนบ้างก็จะสนุกขึ้น ระหว่างที่เรานั่งดูก็แอบคิดเรื่องนั้นโน้นนี้ ได้ข้อสรุป(หรือบางทีอาจเป็นคำถาม?)บางอย่างกับตัวเองมา 2 – 3 ประเด็น ผู้หญิงกับการเมือง: ตอนแรกที่เรานั่งดู สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเราคือ “ยิ่งลักษณ์ต่างจากซูจีตรงไหน?” อันนี้พูดถึงในแง่ของการขึ้นสู่อำนาจ/ถนนการเมือง(แน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ยังไม่สามารถเทียบกับซูจีได้…

วันที่บ่อน้ำแห้งเหือด

“…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจดังบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา…” – ปรีดี พนมยงค์ – 2 – 3 วันมานี้ ข่าวที่หลายๆคนพูดถึงคงหนีไม่พ้นข่าวที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ออกมาพูดผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเรื่องที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติเรื่องไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อง 112 (อ่านมติฉบับเต็มที่นี่) จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรหากเรามองความเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังรัฐประหาร2549 เป็นต้นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าเศร้า ที่ว่าเศร้าไม่ใช่เพราะว่าเป็นธรรมศาสตร์ ความรู้สึกในฐานะที่เคยเรียนที่นี่มันไม่ได้มากไปกว่าความรู้สึกในฐานะประชาชน ขอแอบก๊อปความเห็นที่เขียนลงในเพจของอธิการบดีมาหน่อยแล้วกัน น่าจะอธิบายสิ่งที่เรารู้สึกได้ดีที่สุด ไม่เห็นด้วยค่ะ บทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรเป็นการส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย คำว่าส่งเสริมที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าส่งเสริมนิติราษฎรหรือสยามประชาภิวัฒน์ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ปัญหาที่สำคัญและเป็นรากของความแตกแยกทางสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่การที่คนในสังคมมีความเห็นทางอุดมการณืที่แตกต่างกัน หรือการปะทะคะคานกันทางความคิด แต่เป็นการที่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ว่าเราสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกัน และพูดคุยถกเถียงกันบนหลักการอย่างเป็นอารยะได้ บทบาทของธรรมศาสตร์ทั้งในฐานะที่มหาวิทยาลัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งเพื่อพัฒนาความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ในไทย รวมทั้งฐานะที่ธรรมศาสตร์ได้รับเงินอุดหนุนมาจาก “ภาษีประชาชน” ควรเปิดพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่ถกเถียงสาธารณะอย่างเป็นอารยะ และธรรมศาสตร์ควรใช้โอกาสนี้ในการ educate สังคมว่า how can we talk like civilized…

นิทาน(หลอกเด็ก)เรื่อง NED กับแดงล้มเจ้า ของสนธิ ลิ้มทองกุล

วันก่อน(27 ม.ค. 55) สนธิ ลิ้มทองกุลจัดรายการคนเคาะข่าวแล้วพูดถึงเรื่องเงินสนับสนุนการล้มเจ้าในไทยอยู่ช่วงหนึ่ง ลองอ่านย่อหน้าด้านล่างนี้ดู นายสนธิ ยังเปิดเผยอีกว่า NED-National Endowment for Democracy ให้เงินเอ็นจีโอไทยมาเกือบ 1 ล้านเหรียญ โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง ถึงเว็บไซต์ประชาไทจะปฏิเสธว่าการให้เงินมาไม่มีสิทธิต่อรองในการเสนอข่าว แต่ตนไม่เชื่อ เพราะเว็บไซต์นี้มีการจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันฯ มาโดยตลอด และ พี่น้องรู้ไหม องค์กร NED – National Endowment for Democracy หรือที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตยนั้น ปีที่แล้วให้เงินผ่านเอ็นจีโอเมืองไทยมาเท่าไร เกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ เกือบ 30…

เราต่างถูกลวงหลอกให้เกลียดชัง

เมื่อวานได้อ่านข่าวเรื่องการเยียวยาเสื้อแดงกับคนมลายูจากเวบข่าวบุหงารายอ แล้วก็เห็นคอมเมนท์เกี่ยวกับข่าวนี้จากทั้งคนฝั่งเสื้อแดง และฝั่งมลายูมุสลิม อ่านไปก็ถอนหายใจไป…จริงๆ แล้วการออกมาเรียกร้องของส.ส.ประชาธิปัตย์ครั้งนี้ควรได้รับการประนาม ไม่ใช่เพราะเค้าออกมาเรียกร้องให้ชาวมลายู แต่เพราะว่าเค้าฉกฉวยเอาความเดือดร้อนของชาวมลายูมาบังหน้าเพียงเพื่อจะเล่นเกมการเมือง…แต่กลายเป็นว่าการออกมาครั้งนี้ของทางปชป.กลับไปสร้างให้รอยร้าวระหว่างคนเสื้อแดงกับคนปาตานีให้แยกกว้างขึ้นไปอีก ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่คนเสื้อแดงกับคนปาตานีต้องต่อสู้และเผชิญหน้าด้วยนั้นแทบจะเป็นสิ่งเดียวกัน ก็คือความรุนแรงโดยรัฐไทยและโครงสร้างรัฐไทย(เวลาพูดถึงรัฐไทย มันไม่มีจำแนกว่าใครเป็นนายก ใครเป็นรัฐบาล เพราะไม่ว่าสมัยไหน พรรคไหน ก็ล้วนทำเพื่อสนองกกับอุดมการณ์ของรัฐไทยเหมือนกันทั้งนั้น) เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แทนที่เราจะสามารถเข้าใจและจับมือร่วมกันต่อสู้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสังคมที่ดำรงอยู่ เรากลับโดนครอบงำจากวาทกรรมของรัฐ…ฝ่ายนึงก็เห็นอีกฝ่ายเป็นโจรใต้ อีกฝ่ายก็หลงไปกับวาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง เฮ้อ! เมื่อไหร่ที่เราจะเข้าใจกันได้เสียที?? ปล.ตั้งใจจะเขียนอะไรยาวๆ แต่… facebook already ruin my writing skill!

สังคมนิยมอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข? Are you serious?

ได้ลิงค์กรุ๊ป สังคมนิยมอันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข มาจากน้องคนนึงในเฟซบุ้ค เห็นแล้วไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง ตกใจ? ขำ? หรือสมเพช? ลองไปอ่าน Description ของกรุ๊ปก็ยิ่งช๊อค เปิดเผยความจริงแท้ของสังคม โดยไม่กลัวเกรง **ปกป้องสถาบันด้วยชีวิต** ไม่องพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สู้เพื่อ เสรีภาพของประเทศไท หลักการของผม(เรา)คือ… ดี คือ ดี ชั่ว คือ ชั่ว ชั่วแล้วเป็นพวกกู กูก็ไม่เอา เราไม่อาจเอาสีขาวมาใส่ในสีดำ แล้วจะให้สีขาวยังเป็นสีขาวได้ฉันใด สีดำเองก็ไม่อาจเอาสีดำมาอยู่ในขาวให้เป็นสีดำได้ฉันนั้น เราไม่อาจเอาสีขาวและดำมาผสมกันจนเป็นสีเทาเเล้วหาวิธีแยกสีขาวสีดำได้ในสีเทาฉันใด เราก็ไม่อาจเอาคนดีคนเลวมารวมกันฉันนั้น…. ดีต้องให้ความร่วมมือและสนับสนุน เลวก็ต้องว่าไปตามเลวต้องจัดการให้เด็ดขาด…. ——————————————————————— ผมเป็น1ในคนที่ชอบเรื่องราวการต่อสู้ของสหายทั้งหลายในพรรคสังคมนิยม คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแต่ผมมีสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของระบอบคอมมิวนิสต์ตรงที่ ผมเชื่อว่าเราสามารถเป็นคอมมิวนิสต์ที่ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ เราสามารถชื่นชอบอะไรก้ได้เเต่เราไม่ต้องทำตามเขาทั้ง100% เราเพียงเอาแบบอย่างของเขามาและทำในรูปแบบของเรา ผมเองก็มีความคิดกบฏต่อสังคมที่เป็นอยู๋ทุกวันนี้เพียงแต่สิ่งที่ผมศรัธทราและเชื่อมั่น คือ 1.ชาติ 2.ศาสนา 3.พระมหากษัตริย์ ผมมีหัวใจคอมมิวนิสต์เต็ม100 แต่สหายทั้งหลายขอจงฟัง คอมมิวนิสต์ในใจผมคือคอมมิวนิสต์ที่…