The Lady : ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูการเมือง

“Even if you are not political, politics will come to you”1

 

วันนี้(6 กุมภา) ไปดู The Lady มากับเพื่อนๆ น้องๆ หนังค่อนข้างดี  เราร้องไห้ไปตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนัง แล้วก็ร้องไห้ต่อมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ ถ้าใครพอจะรู้ประวัติศาสตร์การเมืองพม่ามาบ้างก็จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้น และอินมากขึ้น แต่ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนการดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเกินไป เพราะตัวหนังเน้นเล่าเรื่องชีวิตของซูจีมากกว่าเล่าเรื่องการเมืองของเธอ ความกล้าหาญ ความสูญเสีย ความร้าวรานที่เธอต้องแลก เพื่อที่จะสามารถสู้ต่อบนถนนการเมืองเส้นนี้ เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าไม่ค่อยรู้เรื่องพม่าก็ไปดูเถอะค่ะ ไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องเบื่อหรือน่าผิดหวัง แต่อย่างที่บอกว่าถ้าอ่านหนังสือไปก่อนบ้างก็จะสนุกขึ้น

ระหว่างที่เรานั่งดูก็แอบคิดเรื่องนั้นโน้นนี้ ได้ข้อสรุป(หรือบางทีอาจเป็นคำถาม?)บางอย่างกับตัวเองมา 2 – 3 ประเด็น

ผู้หญิงกับการเมือง: ตอนแรกที่เรานั่งดู สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเราคือ “ยิ่งลักษณ์ต่างจากซูจีตรงไหน?” อันนี้พูดถึงในแง่ของการขึ้นสู่อำนาจ/ถนนการเมือง(แน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ยังไม่สามารถเทียบกับซูจีได้ – ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะระยะเวลาและประสบการณ์) จริงๆ ไม่เพียงแต่ยิ่งลักษณ์ หรือซูจี แต่การก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองของผู้นำหญิงในปริมณฑลเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนมากแล้วเป็นการก้าวเข้าสู่การเมืองที่มีผู้ชายอยู่ข้างหลัง เป็นทายาททางการเมืองของผู้ชายสักคนหนึ่งในชีวิตไม่พ่อก็ผัว(หรือกรณียิ่งลักษณ์คือพี่ชาย – ที่มีบทบาทคล้ายพ่อ) กรณีของซูจีถ้าดูจากหนัง(หรือจากเรื่องจริง) สิ่งที่ดึงดูดให้กลุ่มทางการเมืองเดินเข้ามาหาเธอไม่ใช่เพราะว่าเธอคือซูจี ไม่ใช่เพราะว่าเธอคือเธอ แต่เพราะว่าเธอคือลูกสาวของนายพลอองซาน คนที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล SLORC ยกขึ้นมาเป็นวีรบุรุษและเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจ ไม่ว่าในตอนนั้นเธอจะมีความสามารถจริงแท้หรือไม่(ซึ่งก็น่าจะมีบ้างด้วยความที่เธอก็เรียนมาสูงและใช้ชีวิตในแวดวง Elite ที่พม่า และแวดวงวิชาการในอังกฤษ) แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เธอชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในครั้งแรกไม่ใช่คำว่าซูจีในชื่อของเธอ แต่เป็นคำว่าอองซานที่ถูกเพิ่มเข้ามาต่างหาก

จริงๆ เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และเราหวังว่าใน 1 – 2 ทศวรรษต่อจากนี้พื้นที่การเมืองจะได้รับการเปิดมากขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องเป็นส่วนขยายของผู้ชายซักคนหนึ่ง(เป็นลูกคนนั้น เมียคนโน้น น้องคนนี้) และเปิดให้มากขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ไม่ได้มาจากครอบครัว Elite(เป็น Elite คงไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันก็บ่งบอกว่าในช่วงเกือบศตวรรษที่ผ่านมาเรื่องการเมืองมันถูกจำกัดวนเวียนอยู่กับแค่ชนชั้นนำ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านร้านตลาด – ซึ่งเทรนด์นี้ควรได้รับการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว) ลองไปอ่านเรื่องผู้หญิงกับการเมืองเพิ่มได้ที่ ผู้นำหญิงบนเส้นทางการเมือง สีสัน, อำนาจ และคราบน้ำตา โดย สุภัตรา ภูมิประภาส

ประชาธิปไตย ต้องสร้าง ไม่ใช่รอ: คนไทยหลายคน หลายกลุ่ม ชอบอ้างเรื่อง “ความพร้อม” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตย และอ้างว่าประเทศไทย/คนไทย ยังไม่พร้อมหรอกที่จะเป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันคนไทยกลุ่มนั้นก็คงไม่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนกระบวนการการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า(และประเทศอื่นๆ) เรายังไม่เคยเห็นมีกลุ่มไหนออกมาเสนอเลยซักครั้งว่า SPDC ควรถืออำนาจต่อไป เพราะประชาชนพม่ายังไม่พร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย(อันเป็นคอนเซปท์ตะวันตก บลาบลาบลา) ทั้งที่ความจริงแล้วหากเราจะใช้มาตรวัดอันเดียวกันกับที่เอามาวัดว่าคนไทยยังไม่พร้อม คะแนนของคนพม่าก็คงออกมาไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่ ไม่ว่าจะในยุค 1980s หรือยุคปัจจุบัน ตลกดีเหมือนกัน คล้ายๆที่คนไทย(บางกลุ่มอีกนั่นแหละ)ด่าฝรั่ง(โดยเฉพาะอเมริกา)ว่าเรียกร้องนั่นโน่นนี่ไปในทุกที่ ยกเว้นที่บ้านตัวเอง

ถ้าเราดูจากหนังเรื่อง The Lady เราจะเห็นวิธีคิดเรื่องที่ว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ต้องสร้างไม่ใช่สิ่งที่ต้องนั่งรออย่างชัดเจนมาก การเดินสายออกไปเจอกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ขอความสนับสนุนในการ “เริ่ม” สร้างประชาธิปไตย คือขั้นตอนที่สำคัญ เราไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยทั้งหมดได้(คือทำให้สังคมถึงพร้อมในแบบมาตรวัดที่หลายคนใช้)ในยุคสมัยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดมันต้องเริ่มให้เกิดสภาวะของความเป็นประชาธิปไตยก่อน(อย่างง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดคือการเลือกตั้ง – เพราะมันเป็นสิ่งที่แสดงสาระสำคัญของประชาธิปไตยให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด นั้นคือหลักที่ว่าทุกคนมีเสียงเท่าเทียมกัน) แล้วจึงเริ่มพัฒนาต่อไปได้ ในหลักการอื่นที่ซับซ้อนขึ้น แต่ถ้าไม่เริ่มสร้าง…ก็ไม่มีวันที่จะเดินไปต่อได้เลย

อิสรภาพแบบไหนกัน?: ในหนังเรื่อง The Lady มีฉากหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐมายื่นข้อเสนอให้ซูจีเดินทางกลับอังกฤษเพื่อไปเยี่ยมสามีที่กำลังป่วยหนัก แต่ถ้าไปแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าจะไม่ได้กลับมา พร้อมทั้งบอกว่าซูจีนั้นมีอิสระที่จะเลือก(ระหว่างประเทศหรือครอบครัว) ในฉากนั้นซูจีตอบกลับไปว่านี่มันอิสรภาพประเภทไหนกัน? นั่นสิ…อิสรภาพ/เสรีภาพประเภทไหนที่มีทางเลือกแค่จะทำอันนั้น(แล้วเสียอันนี้)หรือจะทำอันนี้(แล้วเสียอันนั้น)? อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ในหนังเสียทีเดียว แต่คนไทยเองก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่าแล้วเรากำลังมีอิสรภาพ/เสรีภาพแบบไหนในประเทศนี้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีข้อเรียกร้องทั้งการเสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มนิติราษฎร์ มีข้อโต้แย้งข้อหนึ่ง(จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อโต้แย้งได้มั้ย?)ว่านิติราษฎร์จะเรียกร้องแก้ไข หรือเรียกร้องเรื่อง Freedom of Expression ไปทำไม? ในเมื่อทุกวันนี้คนไทยก็มีอยู่แล้ว(และนิติราษฎร์ก็ใช้อยู่ด้วย) ในขณะที่ความเป็นจริงคือเมื่อนิติราษฎร์ในเสรีภาพของตนเองตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ก็มีกลุ่มคนที่ทั้งขู่ทั้งปลอบให้นิติราษฎร์เลิกใช้สิทธิของตัวเองซะ จะสละเสรีภาพในส่วนนี้เพื่อไม่ต้องถูกละเมิดในส่วนนั้น หรือจะยอมถูกละเมิดในส่วนนั้นเพื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามกรอบกฎหมายของตัวเอง? โจทย์นี้ในทางหลักการแล้วไม่ได้ต่างอะไรไปจากโจทย์ที่เจ้าหน้าที่รัฐยื่นให้ซูจีเลย ว่ามั้ย?

“The basis of democratic freedom is freedom of speech”2

จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโยงเรื่องการเมืองในพม่าเข้าหาการเมืองไทย หรือจะโยงใครเข้ากับใคร แต่ในฐานะที่ทำงาน NGO ที่มีบางส่วนเกี่ยวพันกับงานระดับภูมิภาคบ้างก็จะพบว่าจริงๆ แล้วสำหรับภูมิภาคอาเซียนนี้ เรามีลักษณะทางสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงเกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก และมีลักษณะเป็นกระจกที่สะท้อนกันและกันได้ดีพอตัว สิ่งที่เกิดในย่างกุ้ง กรุงเทพ หรือพนมเปญ มักไม่ต่างกันนัก การรู้จักเรียนรู้จากกันและกันน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด

[1] [2] มาจาก Aung San Suu Kyi calls for freedom of speech

 

วันที่บ่อน้ำแห้งเหือด

“…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจดังบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา…”
- ปรีดี พนมยงค์ -

2 – 3 วันมานี้ ข่าวที่หลายๆคนพูดถึงคงหนีไม่พ้นข่าวที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ออกมาพูดผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเรื่องที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติเรื่องไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อง 112 (อ่านมติฉบับเต็มที่นี่)

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรหากเรามองความเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังรัฐประหาร2549 เป็นต้นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าเศร้า ที่ว่าเศร้าไม่ใช่เพราะว่าเป็นธรรมศาสตร์ ความรู้สึกในฐานะที่เคยเรียนที่นี่มันไม่ได้มากไปกว่าความรู้สึกในฐานะประชาชน ขอแอบก๊อปความเห็นที่เขียนลงในเพจของอธิการบดีมาหน่อยแล้วกัน น่าจะอธิบายสิ่งที่เรารู้สึกได้ดีที่สุด

ไม่เห็นด้วยค่ะ บทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรเป็นการส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย คำว่าส่งเสริมที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าส่งเสริมนิติราษฎรหรือสยามประชาภิวัฒน์ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ปัญหาที่สำคัญและเป็นรากของความแตกแยกทางสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่การที่คนในสังคมมีความเห็นทางอุดมการณืที่แตกต่างกัน หรือการปะทะคะคานกันทางความคิด แต่เป็นการที่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ว่าเราสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกัน และพูดคุยถกเถียงกันบนหลักการอย่างเป็นอารยะได้

บทบาทของธรรมศาสตร์ทั้งในฐานะที่มหาวิทยาลัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งเพื่อพัฒนาความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ในไทย รวมทั้งฐานะที่ธรรมศาสตร์ได้รับเงินอุดหนุนมาจาก “ภาษีประชาชน” ควรเปิดพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่ถกเถียงสาธารณะอย่างเป็นอารยะ และธรรมศาสตร์ควรใช้โอกาสนี้ในการ educate สังคมว่า how can we talk like civilized person? ธรรมศาสตร์ไม่ได้มีพันธกิจแค่กับนักศึกษาเท่านั้นค่ะ…

หวังว่าอาจารย์จะเข้าใจ…

หากอุปมาว่ามหาวิทยาลัยเปรียบประดุจดั่งบ่อน้ำ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่บ่อน้ำเพียงบ่อเดียวในประเทศนี้ และอาจไม่ใช่บ่อน้ำที่ดีที่สุด หากด้วยเหตุที่เป็นบ่อน้ำที่เกิดขึ้นมาพร้อมปณิธานของการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย (และยังคงโฆษณาตนผ่าน motto สวยหรูที่เด็กมหาลัยนี้ท่องจำกันขึ้นใจ) ทำให้ที่ผ่านมาเราพอที่จะวางใจว่าไม่ว่าบ่อน้ำบ่ออื่นจะแห้งเหือด หรือน้ำเปลี่ยนรสเป็นแปร่งปร่าจะดื่มกินใช้ก็ไม่ถนัด ธรรมศาสตร์ก็น่าจะ(ควรจะ)ยังทำหน้าที่บ่อน้ำของประชาชนตามที่ตัวเองโฆษณาสัญญาไว้

แต่จากมติที่ออกมานี้ อย่าว่าแต่การทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎรและพัฒนาสังคมประชาธิปไตยเลย แค่ความเข้าใจในประชาธิปไตยบ่อน้ำแห่งนี้ก็ไม่มี ปัญหาที่ทำให้สังคมไทยร้าวลึกอย่างทุกวันนี้ -แบบที่เขียนไปข้างต้น- มันไม่ใช่เพราะเรื่องความคิดที่แตกต่างกัน แต่เป็นเพราะการไม่รู้จักที่จะรับฟังความเห็นต่าง และถกเถียงหาทางออกกันอย่างเป็นอารยะ แม้แต่ตัวมหาวิทยาลัยเอง(ไม่เฉพาะธรรมศาสตร์) ก็ไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อสังคม ไม่สามารถชี้นำให้สังคมเข้าใจวิถีอารยะแบบที่สังคมประชาธิปไตยควรเป็น/ควรมี กลับทำได้แค่หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดต่อหน้าตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าความรุนแรงไม่ได้หมดไปจากการออกมตินี้(และการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยในการจัดงานก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าไปจัดในสถานที่ของเอกชน - เว้นเสียแต่กก.บห.ธรรมศาสตร์จะเห็นว่าคนบางกลุ่มไม่ได้มีพัฒนาการมากไปกว่าเมื่อสมัยปี 2519 เลย) แต่ก็ขอให้ได้ผลักเอาความรุนแรงนั้นออกจากหน้าตักก็พอ แม้ว่าจะต้องละทิ้งพันธกิจของตนเองที่มีต่อสังคมและการพัฒนาสังคมก็ตาม

เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเสียดายกับสิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำ เศร้าและเสียดายที่คนธรรมศาสตร์(โดยเฉพาะเด็กรุ่นนี้)จำนวนมากก็ออกมาสนับสนุนมตินี้ ในขณะเดียวกับที่ป่าวประกาศภาคภูมิใจกับประวัติศาสตร์ที่(ตนเอง)ไม่ได้สร้างของบ่อน้ำแห่งนี้ ที่เศร้าและเสียดายไม่ใช่เพราะบ่อน้ำแห่งนี้ชื่อธรรมศาสตร์ แต่เพราะบ่อน้ำแห่งนี้ขุดขึ้นมาด้วยเงินของปวงประชาราษฎรต่างหาก

สุดท้าย…ต้องขอขอบคุณหลายฝ่ายที่พยายามยืนหยัดเพื่อพื้นที่ถกเถียงตามหลักการประชาธิปไตย(ที่ไม่ได้หมายความว่ายืนหยัดเพื่อนิติราษฎรเพียงอย่างเดียว) ทั้งแถลงการณ์ของ อมธ. จดหมายเปิดผนึกของประชาชนที่สนใจ ข้อเรียกร้องจากNGOด้านสิทธิฯ รวมถึงข้อเรียกร้องจากคณาจารย์ให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางเปิดพื้นที่ในการพูดคุยเรื่อง112เอง ฯลฯ รวมถึงต้องให้กำลังใจผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนในที่ต่างๆ เป็นกำลังใจให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และที่อื่นๆ ทุกๆที่

สู้เพื่อเสรีภาพ สู้เพื่อมิให้บ่อน้ำของราษฎรต้องแห้งเหือด…

นิทาน(หลอกเด็ก)เรื่อง NED กับแดงล้มเจ้า ของสนธิ ลิ้มทองกุล

วันก่อน(27 ม.ค. 55) สนธิ ลิ้มทองกุลจัดรายการคนเคาะข่าวแล้วพูดถึงเรื่องเงินสนับสนุนการล้มเจ้าในไทยอยู่ช่วงหนึ่ง ลองอ่านย่อหน้าด้านล่างนี้ดู

นายสนธิ ยังเปิดเผยอีกว่า NED-National Endowment for Democracy ให้เงินเอ็นจีโอไทยมาเกือบ 1 ล้านเหรียญ โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง ถึงเว็บไซต์ประชาไทจะปฏิเสธว่าการให้เงินมาไม่มีสิทธิต่อรองในการเสนอข่าว แต่ตนไม่เชื่อ เพราะเว็บไซต์นี้มีการจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันฯ มาโดยตลอด

และ

พี่น้องรู้ไหม องค์กร NED – National Endowment for Democracy หรือที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตยนั้น ปีที่แล้วให้เงินผ่านเอ็นจีโอเมืองไทยมาเท่าไร เกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ เกือบ 30 ล้านบาท และพี่น้องรู้ไหมว่า มีเว็บไซต์ เว็บไซต์หนึ่ง ที่ได้รับเงินจาก NED 70 หรือ 80 % ของเงินที่ใช้เว็บไซต์นี้ มาจากงบของ NED คืองบฝรั่ง เว็บไซต์นั้นชื่อ เว็บไซต์ประชาไท ในรูปที่เห็นนั้น ผู้หญิงคนนี้คือ ผู้อำนวยการเว็บไซต์นี้ ซึ่งถูกข้อหาหมิ่นเจ้าไปแล้ว แปลกมาก ไม่มีใครปิดเว็บไซต์นี้ได้ เว็บไซต์นี้เส้นใหญ่เหลือเกิน ทั้งที่เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์สื่อกลางของพวกซ้ายล้มเจ้า พวกใต้ดินที่ต้องการล้มเจ้า แล้วรับเงินโดยตรงมาจาก NED หลักฐานมีหมด เพราะว่าองค์กรของอเมริกาเวลาให้เงินใคร ต้องลงโฆษณา ต้องแถลง เข้าไปเช็กได้ข่าวระบุชัด ให้เงิน ทางนี้ปฏิเสธว่า ถึงจะให้เงินก็ไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจต่อรองว่าเรื่องข่าวไหนควรจะลงไม่ควรจะลง ท่านผู้ชมเชื่อหรือเปล่าคำพูดอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ประชาไท จะเป็นเว็บไซต์ที่จาบจ้วงสถานบันกษัตริย์ หมิ่นสถาบันกษัตริย์มาตลอดเวลา ภาพที่ท่านเห็นคือเว็บไซต์ของ NED ระบุชัดเลยว่า Thailand ว่าให้เงินใครบ้าง มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือผู้นำอะไร ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด

ที่มา “สนธิ”แฉทุนมะกันหนุนหลังแก๊งล้มเจ้า-หวังยึดไทยสานฝันครองเอเชียแปซิฟิก

ในฐานะที่รู้จักทุน NED และทำงาน NGO พอได้อ่านสิ่งที่สนธิพูดมาก็อดขำไม่ค่อยได้ เลยคิดว่าน่าจะเขียนอะไรถึงซักหน่อย…เรามาดูกันดีกว่าว่า NED ให้ทุนใครบ้าง ให้ทุนแดงล้มเจ้าจริงมั้ย?
จากหน้าเวบที่สนธิอ้างถึง http://ned.org/where-we-work/asia/thailand เรื่องการให้ทุนของ NED (ทุนของ NED เป็นทุนที่ตรวจสอบได้ เพราะอย่างที่สนธิพูดนั่นแหละว่าเป็นทุนที่ได้เงินผ่านมาทางสภาคองเกรสของสหรัฐแล้ว NED จะเป็นคนพิจารณาว่าจะให้ทุนกับโครงการไหนที่เขียน proposal เข้าไปส่ง – ถ้าอยากได้ลองเขียนไปขอก็ได้นะ) เราจะพบว่าองค์กรที่รับทุนของ NED ในประเทศไทยมีทั้งหมดดังนี้

มาดูกันทีละองค์กรดีกว่าว่ามีใครบ้าง:

องค์กรแรก Campaign Committee for Human Rights (CCHR) หรือชื่อไทยคือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนไทย(ครส.) ที่มีเรื่องราวโด่งดังในปี 2009 ในประเด็นเรื่อง Sexual Harassment ในองค์กร โดย NED ให้เงินครส.เพื่อทำเรื่อง Human Rights Defender หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในทุกภาคส่วน สำหรับใครที่สงสัยความแดงขององค์กรนี้ ดูชื่อที่ปรึกษาอย่าง ปรีดา เตียสุวรรณ์ น่าจะการันตีความแดงได้ ครส.ได้เงินจาก NED ทั้งสิ้น 50,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรต่อมา Center for International Private Enterprise (CIPE) องค์กรนี้เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ทำงานด้านการต่อต้านคอรัปชั่น โดยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกันในไทยคือ Thai Institute of Directors (IOD) หรือชื่อไทยคือ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศคือธนาคารโลก (World Bank) สำหรับโครงการที่ CIPE ได้มาทำในประเทศไทย ได้เงินจาก NED 149,041 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่เรื่องความตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น

องค์กรที่ 3 คือ Cross Cultural Foundation (CRCF) หรือ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีสมชาย หอมลออ (อีกข่าว) ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คอป.ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ เป็นประธานมูลนิธิฯ นี่ก็น่าจะช่วยรับประกันความแดงขององค์กรได้ CRCF ได้ทุนจาก NED 50,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรที่4 Environmental Litigation and Advocacy for the Wants (ENLAW) โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องคดีสิ่งแวดล้อมระหว่างรัฐ/นายทุนกับชุมชน ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ได้เงินไป 40,000 เหรียญสหรัฐ

องค์กรที่5 Foundation for Community Educational Media มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อจัดทำเวบข่าวประชาไท(อันนี้คงไม่ต้องพูดมาก เพราะสนธิน่าจะพูดไปหมดแล้ว)

องค์กรต่อมา National Democratic Institute for International Affairs (NDI หรือ NDIIA) ได้เงินไปถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ เดี๋ยวมาดูกันทีหลังว่าองค์กรนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้เงินเยอะขนาดนี้

องค์กรสุดท้ายตามลิสท์ที่ NED ประกาศไว้ Thai Volunteer Service (TVS) หรือ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) ที่สำนักงานตั้งอยู่ที่เดียวกับประชาไทและคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่คุณสุภิญญา กลางณรงค์เคยทำอยู่ (และในอดีตก็ตั้งอยู่ที่เดียวกับ ครป. ที่สุริยะใส กตะศิลาเคยทำอยู่) ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐเช่นกัน

จากลิสท์รายชื่อที่มีอยู่ในเวบไซท์ก็น่าจะพอบอกแนวทางบางอย่างได้บ้าง แต่เรามาดูกันดีกว่าว่าองค์กรที่ได้เงินทุนถึง 500,000 เหรียญสหรัฐที่นายสนธิบอกว่า “…มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือผู้นำอะไร ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด” นั้นคือใคร

National Democratic Institute for International Affairs หรือ NDI เป็นองค์กรที่เบสที่วอชิงตัน ดี.ซี. ทำงานด้านการพัฒนาประชาธิปไตยในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่ง mandate ของ NDI ก็ถือว่าตรงกับเป้าประสงค์ของ NED อยู่มากทีเดียว เมื่อลองมาโฟกัสดูในส่วนของประเทศไทย ซึ่งนายสนธิได้บอกว่าเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐนั้นถูกใช้ไปจัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นที่เป็นเสื้อแดง(หรือบ่มเพาะให้เป็นเสื้อแดง) ในส่วนของประเทศไทย NDI ได้แจ้งไว้ในหน้า http://www.ndi.org/thailand ว่าทางองค์กรมีกิจกรรมโครงการใดบ้างในประเทศ โดยย่อหน้าที่สำคัญควรอ่านคือ Current NDI Programs ซึ่งเขียนว่า

Current NDI Programs
Since 2007, the Institute has worked on programs to restore democratic institutions, strengthen and promote political party development and increase dialogue between elected officials and constituents.

NDI’s current National Endowment for Democracy-funded program promotes citizen participation in political processes and strengthens the relationship between citizens and newly elected representatives. Together with the King Prajadhipok Institute and the Political Development Council, constituency dialogues aimed at increasing citizen participation are being coordinated to address concerns in 12 target provinces.

โครงการล่าสุดของ NDI ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก NED คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง แค่เสริมศักยภาพ/ความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและส.ส.ที่ได้รับเลือกมา และที่สำคัญคือ…โครงการนี้ NDI ไม่ได้ทำโดยลำพัง แต่หากเป็นความร่วมมือกับ the King Prajadhipok Institute (KPI) หรือสถาบันพระปกเกล้า และ Political Development Council สภาพัฒนาการเมือง

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้เราก็พลันร้องเหยดดดด ขึ้นมาในใจ นี่แปลว่าสถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนเสื้อแดง(ล้มเจ้า)อย่างนั้นหรือ? หรือจริงๆ แล้ว เรื่อง NED สนับสนุนแดงล้มเจ้าเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดโลกเก่าที่ว่าอเมริกาจะครองโลก(ผู้นำความคิดนี้ ณ เวลานี้คือบลอกเกอร์ชื่อดัง(?) ที่ใช้นามแฝงว่า Land Destroyer - สนธิเองก็ใช้ภาพจากหน้าบลอกของ Land Destroyer ในรายการด้วย) เรื่องนี้ผู้อ่านก็น่าจะสามารถพิจารณาเองได้ไม่ยากนัก

แต่จริงๆ แล้วนายสนธิไม่ควรลืมกรณีปฏิญญาฟินแลนด์ว่าผลของการจับแพะชนแกะนั้นเป็นอย่างไร…นี่เตือนกันด้วยความเป็นหวังดี เพราะถ้าวันดีคืนดีเกิด NED ประชาไท NDI สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง ลุกขึ้นมาฟ้องร้องในกรณีการหมิ่นประมาทขึ้นมาท่าทางจะดูไม่จืดเลยทีเดียว

ไว้ถ้าว่างๆ อีกเมื่อไหร่ จะลองหาเวลามาเขียนเพิ่มเรื่องทำไมอเมริกาถึงไม่น่าจะคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่ต้องว่างจริงๆ และอ่านหนังสือให้จบก่อน

หมายเหตุ:สำนักข่าว ASTV ควรพิจารณาการเขียนข่าวของคนเขียนสรุปรายการคนเคาะข่าวตามลิงค์ที่ให้ไว้ข้างบนได้แล้ว เพราะสรุปความผิดไปหลายกิโลเมตร จากที่ว่าองค์กรหนึ่ง(ซึ่งก็คือ NDI) ได้เงินจาก NED มา 5แสนเหรียญ ไปเป็น “โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง” ถ้านี่ไม่ใช่ความตั้งใจของ ASTV ที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด(โดยฉวยโอกาสจากความเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือของคนไทย) ก็แปลว่าคนที่เขียนข่าวนี้ไม่มีความสามารถในการเขียนมากพอที่จะเป็นนักข่าวได้

 

เราต่างถูกลวงหลอกให้เกลียดชัง

เมื่อวานได้อ่านข่าวเรื่องการเยียวยาเสื้อแดงกับคนมลายูจากเวบข่าวบุหงารายอ แล้วก็เห็นคอมเมนท์เกี่ยวกับข่าวนี้จากทั้งคนฝั่งเสื้อแดง และฝั่งมลายูมุสลิม อ่านไปก็ถอนหายใจไป…จริงๆ แล้วการออกมาเรียกร้องของส.ส.ประชาธิปัตย์ครั้งนี้ควรได้รับการประนาม ไม่ใช่เพราะเค้าออกมาเรียกร้องให้ชาวมลายู แต่เพราะว่าเค้าฉกฉวยเอาความเดือดร้อนของชาวมลายูมาบังหน้าเพียงเพื่อจะเล่นเกมการเมือง…แต่กลายเป็นว่าการออกมาครั้งนี้ของทางปชป.กลับไปสร้างให้รอยร้าวระหว่างคนเสื้อแดงกับคนปาตานีให้แยกกว้างขึ้นไปอีก

ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่คนเสื้อแดงกับคนปาตานีต้องต่อสู้และเผชิญหน้าด้วยนั้นแทบจะเป็นสิ่งเดียวกัน ก็คือความรุนแรงโดยรัฐไทยและโครงสร้างรัฐไทย(เวลาพูดถึงรัฐไทย มันไม่มีจำแนกว่าใครเป็นนายก ใครเป็นรัฐบาล เพราะไม่ว่าสมัยไหน พรรคไหน ก็ล้วนทำเพื่อสนองกกับอุดมการณ์ของรัฐไทยเหมือนกันทั้งนั้น) เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แทนที่เราจะสามารถเข้าใจและจับมือร่วมกันต่อสู้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสังคมที่ดำรงอยู่ เรากลับโดนครอบงำจากวาทกรรมของรัฐ…ฝ่ายนึงก็เห็นอีกฝ่ายเป็นโจรใต้ อีกฝ่ายก็หลงไปกับวาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง เฮ้อ!

เมื่อไหร่ที่เราจะเข้าใจกันได้เสียที??

ปล.ตั้งใจจะเขียนอะไรยาวๆ แต่… facebook already ruin my writing skill!

สังคมนิยมอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข? Are you serious?

ได้ลิงค์กรุ๊ป สังคมนิยมอันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข มาจากน้องคนนึงในเฟซบุ้ค เห็นแล้วไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง ตกใจ? ขำ? หรือสมเพช? ลองไปอ่าน Description ของกรุ๊ปก็ยิ่งช๊อค

เปิดเผยความจริงแท้ของสังคม โดยไม่กลัวเกรง
**ปกป้องสถาบันด้วยชีวิต**
ไม่องพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สู้เพื่อ เสรีภาพของประเทศไท
หลักการของผม(เรา)คือ…

ดี คือ ดี
ชั่ว คือ ชั่ว
ชั่วแล้วเป็นพวกกู กูก็ไม่เอา
เราไม่อาจเอาสีขาวมาใส่ในสีดำ แล้วจะให้สีขาวยังเป็นสีขาวได้ฉันใด
สีดำเองก็ไม่อาจเอาสีดำมาอยู่ในขาวให้เป็นสีดำได้ฉันนั้น
เราไม่อาจเอาสีขาวและดำมาผสมกันจนเป็นสีเทาเเล้วหาวิธีแยกสีขาวสีดำได้ในสีเทาฉันใด
เราก็ไม่อาจเอาคนดีคนเลวมารวมกันฉันนั้น….

ดีต้องให้ความร่วมมือและสนับสนุน
เลวก็ต้องว่าไปตามเลวต้องจัดการให้เด็ดขาด….
———————————————————————
ผมเป็น1ในคนที่ชอบเรื่องราวการต่อสู้ของสหายทั้งหลายในพรรคสังคมนิยม คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแต่ผมมีสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของระบอบคอมมิวนิสต์ตรงที่ ผมเชื่อว่าเราสามารถเป็นคอมมิวนิสต์ที่ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ เราสามารถชื่นชอบอะไรก้ได้เเต่เราไม่ต้องทำตามเขาทั้ง100% เราเพียงเอาแบบอย่างของเขามาและทำในรูปแบบของเรา ผมเองก็มีความคิดกบฏต่อสังคมที่เป็นอยู๋ทุกวันนี้เพียงแต่สิ่งที่ผมศรัธทราและเชื่อมั่น คือ
1.ชาติ
2.ศาสนา
3.พระมหากษัตริย์

ผมมีหัวใจคอมมิวนิสต์เต็ม100 แต่สหายทั้งหลายขอจงฟัง
คอมมิวนิสต์ในใจผมคือคอมมิวนิสต์ที่ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด
ผมอาจคิดเห็นไม่เหมือนสหาทั้งหลาย แต่ก็อยากให้ฟังความเห็นผมบ้าง
***ผมขอให้หัวใจเเห่งพันธมิตรอยู่กับทุกคน หัวใจเเห่งความซื่อสัตย์ คุณธรรม และหัวใจของคนรักแผ่นดินนี้ จงอยู่คู่กับเราท่านอย่างไม่มีวันสูญหาย***

การแสดงความคิดเห็น (Comments)
ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ เราทีมดูแลหน้าเพจนี้ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ ทีมดูแลหน้าเพจ
ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น

ข้อควรปฏิบัติในการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ เป็นอันขาด
ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว เกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้*ข้อยกเว้นในการด่าคนที่ไม่เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์*
ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางลามก อนาจาร
ห้ามเสนอข้อความอันมีเจตนาใส่ความบุคคลอื่นให้ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชัง โดยไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน*หาข้อมูลมาเยอะๆเพื่อไว้รวบรวมอัดมัน*
ห้ามเสนอข้อความอันเป็นการท้าทาย ชักชวน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมูลแห่งความขัดแย้งดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยเสรีเช่นวิญญูชนพึงกระทำ
ห้ามเสนอข้อความกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายต่อ ศาสนา หรือคำสอนของศาสนาใดๆ ทุกศาสนา
ห้ามใช้นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น โดยมีเจตนาทำให้สาธารณะชนเข้าใจผิดและเจ้าของชื่อผู้นั้นได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง
ห้ามเสนอข้อความอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในระหว่างสถาบันการศึกษา หรือระหว่างสังคมใดๆ
ห้ามเสนอข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เช่น email address หรือหมายเลขโทรศัพท์ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ
ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของสังคม

 

คือจริงๆ แล้วเราควรที่จะชินกับการ ‘ขโมย’ และ ‘ช่วงชิง’ การอธิบายของพวกรอยัลลิสท์ไทยได้แล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นเราก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาด เหมือนที่ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงประเภท แสงดาวแห่งศรัทธา ถั่งโถมโหมแรงไฟ หรือกระทั่ง L’internationale จากเวทีชุมนุมพันธมิตร หรือเพลงคิดถึงบ้านของนายผี(ตามวาระโอกาสต่างๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะลักลั่นเป็นที่สุด) รู้สึกประหลาดทุกครั้งที่ที่เจอการถกเถียงจากรอยัลลิสท์ค่ายพันธมิตรที่ว่าจิตร ภูมิศักดิ์ไม่ใช่คอมมิวนิสท์(เพราะยังไม่ผ่าน approval จากกรมการเมือง – เอากับเค้าสิ คอมมิวนิสท์มันเป็นความคิดทางการเมือง ไม่ใช่สัญชาติ -*-) หรือล่าสุด เช่น การใช้หน้ากาก Guy Fawkes เพื่อสนับสนุนการเซนเซอร์! หรือ Occupy Thailand เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง!(ที่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยกระแสคิดแบบชุมชนนิยม -*-)

ถ้าให้เราเดา ในความรู้สึกของรอยัลลิสท์เหล่านี้คงเห็นว่าความซ้าย จะทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ หรืออนาธิปัตย์ นั้นคงเป็นความโก้เก๋ แต่เขาเหล่านั้นก็กลัวเกินกว่าจะศึกษาลงไปในแนวความคิดเหล่านั้นให้ถ่องแท้ เพราะสุดท้ายก็รู้อยู่แก่ใจว่าทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ ทั้งอนาธิปัตย์ เป็นศัตรูของระบอบที่ตัวเองเชื่อ สิ่งที่แสดงออกมามันเลยดูลักลั่น น่าขำ และแปลกประหลาด ดูๆ ไปก็น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะ -*-

(นอกจากลิงค์ข้างบนแล้ว ยังมีเพจที่คัลท์ตลอดกาลอย่าง พคท. เคยเขียนถึงไว้ที่นี่ ยังไงก็แวะไปอ่านกันได้)

รวมtweetของคุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี วันที่ 16 สิงหาคม 54

เมื่อวานได้มีโอกาสอ่าน tweet ของคุณสุภลักษณ์ ซึ่งเป็นนักข่าวอาวุโสที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น แล้วชอบมากๆ เลยรวมๆ เอาไว้ จะได้อ่านง่ายๆ

  • แม้รัฐบาลที่เป็นศัตรูทักษิณยังล้มเหลวที่จะเอาตัวเขามาลงโทษ แต่มีคนคาดหวังแปลกๆว่ารัฐบาลที่เป็นน้องสาวของเขาจะจับทักษิณยัดคุก (ประหลาดมาก)(ที่มา)
  • อดีตนายกมาร์คก็สักแต่พูด เจ้าหน้าที่คนไหนช่วยเขาเข้าญี่ปุ่น มีความผิด แล้วทีตอนรองนายกสนั่นในรัฐบาลตัวเองไปเจอทักษิณไม่ผิดหรือ? (ที่มา)
  • ถ้าทุกคน ทุกรัฐบาลถือเรื่องทักษิณเป็นเรื่องใหญ่เชื่อได้เลยว่าประเทศไทยจะเจอแต่ความเสื่อม เพราะเสียเวลาจมปลักอยู่แต่กับเรื่องนี (ที่มา)
  • การต่างประเทศนั้นเริ่มเสื่อมก่อนเพือน ล่าทักษิณก็เสื่อม ช่วยทักษิณ ก็จะเสื่อมเช่นกัน มันเสื่อม เพราะต่างชาติเขาเห็นความไม่เที่ยงของการเมือง (ที่มา)
  • ฝ่ายหนึ่งเห็นทักษิณเป็นเทวดา แต่อีกฝ่ายเห็นเป็นซาตาน แล้วประเทศไทยในฐานะที่เป็นรัฐ (state) จะปฎิบัติต่อเขาอย่างไร (ที่มา)
  • ทักษิณเหมือนระบบทุนนิยมอยู่อย่างหนึ่ง คือจะตายทันทีที่หยุดเคลื่อนไหว แต่ปัญหาคือไม่มีใครอยากจะหยุดมัน เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของมัน (ที่มา)
  • พวกทักษิณนั้นแน่นอนว่าเขาไม่ต้องการหยุดทักษิณเพราะคือชีวิตของพวกเขา ฝ่ายต้านก็เช่นกันพวกเขาจะหมดความหมายไปเลยถ้าไม่มีทักษิณ (ที่มา)
  • ปชป.ได้เป็นรัฐบาลเพราะทำให้อภิชนเชื่อว่าจัดการกับทักษิณได้และพอพิสูจน์ได้ว่าไร้น้ำยาเขาก็เขี่ยทิ้งไป ส่วนเพื่อไทยนั้นชัดเจนขาดทักษิณไม่ได้ (ที่มา)
  • ทักษิณจึงเป็นความจำเป็นทางการเมืองของใครหลายคน แต่เชื่อเถอะเขาไม่ได้เป็นความจำเป็นสำหรับประเทศชาติเลย (ที่มา)
  • อย่างไรก็ตาม บทสรุปอันสุดยอดสำหรับอภิชนคือ ทักษิณเป็นปัญหาไม่จบสิ้นเพราะวิธีการจัดการกับเขานั้นผิดมาตั้งแต่ต้น (ที่มา)
  • อีกอย่างคือ ประเมินฝีมือ”บางคน”สูงไปในขณะที่ประเมิน”ทักษิณ”ต่ำไปมาก และที่ลืมเสียสนิทคือโลกในศตวรรษที่21เปลี่ยนไปมากจริงๆ (ที่มา)
  • สิ่งที่อภิชนไม่เข้าใจจนบัดนี้คือ ทักษิณผูกตัวเองเข้ากับประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้งได้สำเร็จ ในขณะที่ตัวเองยึดมั่นอยู่กับการเมืองทหารแบบเก่า (ที่มา)
  • ที่แย่มากก็คือ อภิชนปฏิเสธการเมืองในระบบเลือกตั้งซึ่งทักษิณถนัดไม่ได้ เรื่องก็เลยคาราคาซัง (ที่มา)
  • กลับกันลองฝ่ายอภิชนเลือกหนุนหลังปชป.ให้เติบโตในระบบเลือกตั้งได้ในระยะทศวรรษที่ผ่านมาแล้วคว่ำทักษิณลงด้วยเกมที่เขาถนัดป่านนี้ไม่มีปัญหาทักษิณ (ที่มา)
  • การจัดการทักษิณด้วยวิธีที่ผิด ทำให้ทักษิณมีที่กำบังที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ (ที่มา)
  • เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับอภิชนว่า ทำไมต่างประเทศไม่ยอมจับตัวทักษิณส่งให้ไทยสักที (ที่มา)
  • นักกฎหมายของอภิชนอ้างข้อกฎหมายอย่างโน้นอย่างนี้ ผิดทั้งเพ แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาการเมืองล้วนๆ (ที่มา)
  • คำถามใหญ่คือ ทำไมหลายประเทศไม่เลือกอภิชนแล้วส่งตัวทักษิณมาเข้าคุก คำตอบคืออภิชนไทยนั้นยืนผิดที่ในภูมิศาสตร์การเมืองยุคใหม่ (ที่มา)
  • การเมืองในระบอบเลือกตั้งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอะไรนักหรอก แต่ถ้าเทียบกับรัฐประหารแล้วมันดูดีกว่ากันเยอะ (ที่มา)
  • ถ้าอยากจะจัดการกับทักษิณจริงๆ (อันนี้บอกพี่มาร์คด้วย) กลับไปทำการเมืองในระบอบเลือกตั้งของตัวเองให้ดีกว่านี้ แล้วจะสำเร็จเอง (ที่มา)
สำหรับใครที่สนใจตามอ่านความเห็นของคุณสุภลักษณ์ทางทวิตเตอร์สามารถติดตามได้ที่ @supalakg_nt ค่ะ เป็นคนที่แนะนำให้ฟอลโล่วมากๆ :)

It’s Bastille Day!

Liberté , Égalité , Fraternité…Vive la Révolution!

สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินเรื่องบาสตีลย์หรือการปฏิวัติฝรั่งเศส ลองฟังเพลงนี้ดูฮะ

เจอกันอีกทีคงหลังจากกลับจากลงพื้นที่ที่ภูมิซรอลค่ะ

นักกิจกรรมรุ่นใหม่ยื่นหนังสือตรวจสอบการทำงานกรรมการสิทธิกรณีรายงาน92ศพ

ขอบคุณข่าวจากประชาไท

13 ก.ค. 54 – เวลา 14.30 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษ​ยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ตัวแทน“กลุ่มจับตาการทำงานคณะกรร​มการสิทธิฯ” (NHRC-WATCH) ได้เข้ายื่นจดหมายเ​ปิดผนึกต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษย​ชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบการทำง​านของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวม หลักฐานกรณีเหต​การณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมข​องกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้​านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.) โดยมีนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห​่งชาติเป็นตัวแทนรับจดหมายดังกล​่าว

นอกจากจดหมายเปิดผนึกดัง​กล่าวแล้ว ทาง “กลุ่มจับตาการทำงานคณะกรรมการสิทธิ” ยังได้มอบแ​บบจำลองหนังสือเรียนวิชาสิทธิมน​ุษยชนเล่ม 1 ที่ภายในบรรจุหลักการสิทธิมนุษย​ชนสากลพร้อมด้วยรายชื่อผู้เสียช​ีวิตใน เหตุการณ์สลายการชุมนุม เมษายน – พฤษภาคม 2553 จำนวน 92 ราย อีกทั้งยังได้มอบแว่นขยายจำลองข​นาดใหญ่รวมถึง ปืน M16 จำลอง ที่เขียนข้อความว่า “ร่างรายงานผลการตรวจสอบกรณีเหต​การณ์ชุมนุมของ นปช. โดยกรรมการสิทธิฯ” อีกด้วย

นางอมรา พงศาพิชญ์ ได้ตอบข้อซักถามของคณะที่มายื่นจดหมายด้วยว่า รายงานฉบับจริงของ กสม. เรื่องการตรวจสอบกรณีสลายการชุมนุม ยังต้องใช้เวลาพิจารณาเพิ่มอีก เนื่องจากยังมีข้อวิจารณ์มาก นอกจากนี้ ทาง กสม.ก็ได้ใช้ข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น พยานวัตถุ พยานบุคคล และพยานเอกสาร นอกเหนือไปจากข้อมูลของ ศอฉ. และต่อกรณีข้อวิจารณ์ของรายงานที่ได้ปรากฏในหน้าสื่อต่างๆ นั้น อมรากล่าวว่า ต้องรอพิจารณาฉบับจริง ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่ม

“ก็คุณก็ยังไม่ได้เห็น (ฉบับจริง) เลย ข่าวก็ไปตัดตรงนี้นิดนึง ตรงนั้นหน่อย และยังมีข้อวิจารณ์ตั้งเยอะแยะต่อรายงาน ก็เลยต้องเลื่อนออกไป โดยเฉพาะยิ่งเกิดข้อวิจารณ์เยอะอย่างนี้ เราก็ยิ่งต้องตรวจมากขึ้นไปอีก ก็คงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น” ประธาน กสม. กล่าว

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เรียน  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง​ชาติ

เรื่อง  ร้องเรียนให้ตรวจสอบการทำงา​นของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจ​ริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหต​ุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของ​กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ​ต้านเผด็จการแห่งชาติ

ตามที่ คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงแ​ละรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการ​ณ์ที่เกิดขึ้นจาก การชุมนุมข​องกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต​่อต้านเผด็จการแห่งชาติซึ่ง​มี ศ. ดร. อมรา พงศาพิชญ์ เป็นที่ปรึกษา และนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมน​ุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นประธาน เตรียมแถลงข่าวรายงานสรุปผล​การตรวจสอบการชุมนุมในเดือน​เมษายน – พฤษภาคม 2553 กรกฎาคม 2554 การนี้ พบว่ามีหนังสือพิมพ์ไทยบางฉ​บับได้นำเสนอสรุปความซึ่งอ้​างว่าได้มา จากรายงานฉบับร่า​งของกคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จ​จริงฯ ชุดดังกล่าว เผยแพร่ไปเมื่อวันพฤหัสบดีท​ี่ 7 กรกฎาคม 2554[1] ซึ่งกลุ่มจับตาการทำงานคณะก​รรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ​ (NHRC-WATCH) มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

·         กรณีที่ หนึ่ง ข้อความที่ระบุไว้ว่า “การขอคืนพื้นที่เมื่อวันที​่ 10 เมษายน เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ​คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่​วไป รัฐบาลทำไปตามมาตรการที่ได้​ประกาศไว้ก่อนจริง เป็นการกระทำจากเบาไปหาหนัก​ จึงเป็นการกระทำภายใต้กฎหมา​ยที่ให้อำนาจไว้” และ “ผู้ชุมนุมต่อต้านและขัดขวา​งการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ ทั้งยังมีกลุ่มชายชุดดำติดอ​าวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมถื​อว่าเป็นผู้สนับ สนุนที่พร้อ​มใช้ความรุนแรง…ดังนั้น การชุมนุมดังกล่าวจึงมิใช่ก​ารชุมนุมโดยสงบและปราศจากอา​วุธ” ชี้ให้เห็นถึงข้อสงสัยต่อคว​ามน่าเชื่อถือของเนื้อหาของ​รายงานฉบับดัง กล่าวฯ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจร​ิงฯที่จัดทำรายงานตรวจสอบฯ ฉบับนี้มิได้ยึดหลักกติการะ​หว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเ​มืองและสิทธิทางการ เมืองในก​ารจัดทำรายงาน และยังส่งเสริมให้รัฐบาลใช้​ความรุนแรงกับประชาชนได้โดย​ชอบตามกฎหมาย กล่าวคือ กสม.ให้ความชอบธรรมในการประ​กาศพระราชกำหนดฉุกเฉินในการ​นำทหารพร้อมกำลังอา วุธครบมื​อออกมาปฏิบัติการกับผู้ชุมน​ุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 ทั้งที่ก่อนหน้านี้การชุมนุ​มเป็นไปโดยสงบและไม่เคยมีรา​ยงานข่าวถึงการใช้ อาวุธร้าย​แรงจากฝ่ายผู้ชุมนุมแต่อย่า​งใด โดยมิได้คำนึงถึงหลักความได​้สัดส่วนในการใช้กำลังอาวุธ​ และเนื้อหากฎหมายของพรก.ฉุก​เฉินที่ลดทอนสิทธิของพลเมือ​งไทย
·
กรณีที่ หก การเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม รายงานของคณะกรรมการอิสระตร​วจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ​การปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และรายงาน Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirt Protests and the Government Crackdown จัดทำโดยฮิวแมนไรซ์ วอช ต่างได้ข้อสรุปเบื้องต้นจาก​พยานหลักฐานว่าการเสียชีวิต​ดังกล่าวน่าเชื่อ เกิดจากการ​กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุใดคณะกรรมการของกสม.จึง​อ้างว่าไม่สามารถรวบรวมพยาน​หลักฐานยืนยันได้ ว่าใครเป็น​ผู้กระทำ

·         กรณีที่ เจ็ด การที่กสม.เห็นว่าการที่รัฐ​บาลสั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีเ​พิลชาแนลซึ่งเป็น สื่อมวลชนท​ี่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบ​าลไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ​และ เสรีภาพในการแสดงความคิด​เห็น เท่ากับว่าที่ผ่านมารัฐบาลน​ายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่เคยละเมิดสิทธิ​และเสรีภาพในการแสดงความคิด​เห็น ในการชุมนุมและในการรวมกลุ่​มตามกติกาสากลเลยใช่หรือไม่

นอกจากนี้ สรุปความในรายงานข่าวที่นำเ​สนอยังมีข้อบ่งชี้อีกประการ​ซึ่งทำให้เห็นว่า การจัดทำรายงายฉบับนี้มีที่​มาของแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็น​กลาง และขาดความน่าเชื่อถือ กล่าวคือ รายงานได้อ้างถึงแหล่งข้อมู​ลจากรายงานศูนย์อำนวยการแก้​ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่​า ศอฉ. เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจัดตั​้งขึ้นเพื่อควบคุมดูแลการชุ​มนุมของกลุ่มนปช. ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีความเป็นได้ว่ารายงาน​ที่จัดทำโดยศอฉ. จะมีความโน้มเอียงไปในทิศทา​งสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล​

ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา​ข้างต้น กลุ่มจับตาการทำงานคณะกรรมก​ารสิทธิฯ (NHRC-WATCH) เห็นว่า คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริ​งฯ ไม่ได้มีความตั้งใจ และไม่ได้เจตนาที่แท้จริงใน​การแสดงหาข้อเท็จจริงเกี่ยว​กับการเสียชีวิตของ พลเมืองท​ี่ร่วมแสดงสิทธิทางการเมือง​ ตามกำหนดแล้ว กสม.ต้องเผยแพร่รายงานภายใน​ 120 วันนับจากวันที่มีการแต่งตั​้งชุดทำงานเฉพาะกิจ ที่ผ่านมา กสม.ให้สัมภาษณ์ว่าจะเผยแพร​่ในเดือนมกราคม แต่สุดท้ายก็ไม่มีการเผยแพร​่ ล่าสุดกสม.ก็แถลงเลื่อนการเ​ผยแพร่รายงานจากวันที่ 8 กรกฎาคม โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต​่อสาธารณะ ทางกลุ่มจึงมีคำถามดังนี้

1. คณะกรรมการสิทธิจะแสดงความร​ับผิดชอบต่อการเผยแพร่รายงา​นที่ล่าช้าเกินกว่าที่ระเบี​ยบกำหนดอย่างไร

2. เหตุใดจึงเลื่อนการเผยแพร่ร​ายงานครั้งล่าสุดออกไปอีก และจะให้คำมั่นต่อสาธารณะอย​่างไรว่าจะมีการเผยแพร่รายง​าน

3. เพื่อความโปร่งใสในการทำงาน​ของกสม. กสม.ควรแถลงกระบวนการและขั้​นตอนการจัดทำรายงานฉบับนี้ต​่อสาธารณะและเปิด โอกาสให้ปร​ะชาชนและสื่อมวลชนได้ร่วมซั​กถามในงานแถลงข่าว

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มจับตาการทำงานคณะกรรมก​ารสิทธิฯ (NHRC-WATCH)
13 กรกฎาคม 2554

[1] หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 หน้า 12

ปล.จากเจ้าของบลอก…วันนี้ไปกสม. พรุ่งนี้ไปภูมิซรอลจ้า

 

From Elisabetta Polenghi to To the Prime Minister of Thailand

Open Letter. To the Prime Minister of Thailand

To the Prime Minister of Thailand, Madam Yingluck Shinawatra,

The recent news of the Red shirt’s victory brought me to uncontrollable tears; a feeling that is hard to explain and which was both joyous and sorrowful, but at the same time infused with timid hope. I cried my tears in the hope that from today, a new era of justice and respect will arise and that all those victims who believed in a better country and contributed to the change with the ultimate sacrifice will now receive the respect and truth that they truly deserve. Although my position does not allow me to express a feeling of integrated political participation, it is still true that I am a woman and a humanist and as such recognize the importance of your victory. May I, therefore, congratulate you and wish you all the strength and wisdom that this appointment requires. In this regard, it is my heartfelt hope that the investigations of the 2010 deaths will be reopened and reviewed and that the sacrifice of many will not have been useless and will be repaid with honesty, justice, commitment and responsibility for a strong and healthy rebirth ofThailandwith a primary emphasis on the defense of human life.

At your disposal, I am yours sincerely,
Elisabetta Polenghi
Lettera aperta al nuovo Primo Ministro della Thailandia

Onorevole Yingluck Shinawatra,

alla recente notizia della suavittoriasono scoppiata in un pianto irrefrenabile. Un sentimento difficile da spiegare misto a gioia e dolore ma anche di speranza, se pur timida. Ma non poteva che esplodere in un pianto la speranza che da oggi si aprirà una nuova stagione di giustizia e rispetto per tutte le vittime che sacrificandosi hanno creduto e contribuito al cambiamento e che più di chiunque altro ora meritano rispetto e verità. Capirà che la mia posizione non mi permette di esprimere un sentimento di vera partecipazione politica, ma è pur vero che da donna e da umanista, desidero congratularmi con lei e le auguro di poter avere tutta la forza e la saggezza necessaria che un tale compito le richiede. A questo proposito auspico che le indagini riguardanti i casi del 2010 saranno riaperti e riesaminati affinché il sacrificio di tanti abbia un senso e venga ripagato con onestà, giustizia, impegno e responsabilità per una rinascita forte e sana del suo paese che metta al primo posto la difesa della vita umana.
Augurandole buon lavoro resto a vostra disposizione nel caso possa esservi di qualsiasi aiuto.

Con partecipazione e fiducia, cordiali saluti,
Elisabetta Polenghi

http://www.fabiopolenghi.org/index.php?option=com_content&view=section&layout=blog&id=1&Itemid=2

จดหมายเปิดผนึกถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับชัยชนะในการเลือกตั้งของคนเสื้อแดงทำให้ดิฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย ระคนทั้งความยินดีและความเศร้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหวังอันเลือนราง ดิฉันร้องไห้ด้วยความหวังว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป อรุณรุ่งแห่งความยุติธรรมและการให้เกียรติกันจะเริ่มต้นขึ้น และเหยื่อทุกคนที่ใฝ่ฝันให้ประเทศนี้ดีกว่านี้และได้อุทิศพลีชีวิตเพื่อความเปลี่ยนแปลง ต่อไปนี้จะได้รับความเคารพและความจริงที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนสมควรได้รับ

ถึงแม้สถานะของดิฉันมิได้เอื้อต่อการแสดงความรู้สึกของการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่ แต่ในฐานะผู้หญิงและมนุษย์คนหนึ่ง ดิฉันตระหนักถึงความสำคัญในชัยชนะของคุณ ดังนั้น ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีกับคุณ ขอให้คุณมีพลังและสติปัญญาสมแก่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายมา ทั้งนี้ ดิฉันมุ่งหวังเต็มหัวใจว่า การสืบสวนการตายที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2553 จะได้รับการทบทวนและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การเสียสละของประชาชนจำนวนมากจะไม่เสียเปล่า และจะได้รับการชดเชยด้วยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ปณิธานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นเกิดใหม่พร้อมกับความยึดมั่นในการปกป้องชีวิตมนุษย์

ด้วยความนับถือ
เอลิซาเบตตา โปเลนกี

 http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35924


free bersih 2.0 !

To the Prime Minister of Malaysia, Dato’ Sri Mohd Najib bin Tun Abdul Razak

We, human rights organisations, activists, students and people of Thailand hereby condemn Malaysian police and government for suppression of Malaysian social activists who are running Free and Fair Elections Campaign (Bersih 2.0). As the rights to peaceful assembly is protected in the Universal Declaration of Human Rights and should be respected by the governments all over the world. The action of the police in Penang and Kepala Batas to the members of Malaysian Socialist Party (PSM) is considered harsh as they were accused for waging war against the monarch which contains the maximum punishment of life imprisonment according to Section 122 of Malaysian Penal Code.

We understand that Malaysian government needs to sustain the national security, but all the activists have done is campaigning for changes in elections, the concerned laws and the government’s opinion on the freedom of political speech. The campaign may criticise the government, but that is a lawful action in democratic countries in the world. The national security and the government’s stability should be clearly separated. Just the symbols of ex-Communist Party of Malaya’s members should not be considered as an attempt to overthrow the regime, as Malaysian government has signed Hat Yai Peace Accord in 1989.

The recent police charge at NGO’s offices and arrest of people wearing the symbol of Bersih 2.0 shall be denounced by the global society. Some of the detainees in Penang has stated that they were abused by the officers, which the government should be responsible for.

Therefore, we hereby request Malaysian government and the police to release the detainees from Bersih 2.0 campaign unconditionally or at least drop the accusation of waging war against the monarch on them. The peaceful assemblies and demonstrations shall be permitted as they should not be considered as harmful to the national security. We are looking forward to your cooperation as this can determine the future and the sustainability of human rights in the Southeast Asia region.

 

จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลมาเลเซีย กรณีการจับกุมนักกิจกรรมในนามกลุ่ม bersih 2.0 ซึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ ยุติธรรม โปร่งใส และปราศจากการแทรกแซง
สถานการณ์ปัจจุบันเมื่อเช้านี้เพิ่งมีการจับกุมนักกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม bersih2.0 อีก 4 คน รวมจำนวนผู้ถูกจับกุม 108 คน

สำหรับผู้สนใจลงชื่อสนับสนุนในจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลมาเลเซีย สามารถส่งชื่อ/ชื่อองค์กรมาได้ที่ mhonism@gmail.com หรือ ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=125765237508886 รวมถึงสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกเราที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย ในวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคมนี้ได้ ตามรายละเอียดด้านล่าง
(เปิดรับชื่อถึงห้าทุ่มคืนนี้ค่ะ)

 

เชิญร่วมประณามตำรวจและรัฐบาลมาเลย์กรณีปราบปรามนักกิจกรรมที่รณรงค์เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม

สืบเนื่องจาก นักกิจกรรมจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม และพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย หรือ กลุ่ม Bersih ถูกตำรวจจับกุมและสอบสวนในข้อหา “ซ่องสุมกำลังเพื่อโค่นล้มประมุขของรัฐ” ตามมาตรา 122 ในระหว่างการเตรียมชุมนุมใหญ่ 9 ก.ค. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ในวันที่ 24 มิย.ที่ผ่านมา

โดยกลุ่ม Bersih (เป็นภาษามลายู แปลว่า “สะอาด”) เป็นกลุ่มแนวร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรเอกชน รวมถึงกลุ่มนักศึกษา แรงงาน นักสิทธิมนุษยชน และนักเขียน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเลือกตั้งที่ใสสะอาด ภายใต้การรณรงค์ การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม(Free and Fair)

ส่วน กฎหมายอาญามาตรา 122 ระบุว่า “ใครก็ตามที่มุ่งสะสมกำลังพล อาวุธ กระสุนปืน หรือตระเตรียมเพื่อปลุกปั่น ด้วยความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ หรือประมุขแห่งสหพันธรัฐ หรือ สนับสนุนการซ่องสุมกำลังเพื่อนำไปสู่การทำสงครามดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกไม่เกิน 20 ปี พร้อมถูกปรับ”

อ่านรายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้ที่

- ฝ่ายหนุนปฏิรูปการเลือกตั้งมาเลเซียถูกตั้งข้อหา “ล้มเจ้า” http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35694

- ตำรวจมาเลเซียจับกุมฝ่ายสนับสนุนปฏิรูปการเลือกตั้งในมาเลเซียก่อนการประท้วงใหญ่ http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35664

-Malaysia: Free 30 Peaceful Political Activists http://www.hrw.org/en/news/2011/06/27/malaysia-free-30-peaceful-political-activists

ดังนั้นเรานักกิจกรรม นักศึกษา ประชาชนไทยจึงนัดหมายกันชุมนุมและยื่น จม.ประท้วงต่อรัฐบาลมาเลเซีย ต่อการปราบปรามดังกล่าว ที่ หน้าสถานทูตมาเลเซีย ประจำกรุงเทพ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 33-35 ถนนสาธรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร ดูแผนที่ได้ที่ http://www.auramsiam.com/panteethai/show_place.asp?pid=3637
ในวันที่ 1 ก.ค.54 เวลา 11.00-12.00 น.

เพื่อ
1. ประณามตำรวจและรัฐบาลมาเลเซียในการปราบปรามนักเคลื่อนไหวทางสังคมมาเลเซียดังกล่าว

2. เพื่อเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวนักกิจกรรมทั้ง 31 คนเหล่านั้น

3. เพื่อเรียกร้องให้ยุติการใช้ ม.122 ในการทำลายการทางการเมือง และสนับสนุนเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกของประชาชน

4. เพื่อแสดงจุดยืนที่เห็นด้วยกับกลุ่ม กลุ่ม Bersih ในการเรียกร้องการเลือกตั้งที่สะอาด คือเสรีและเป็นธรรม

กิจกรรม
1. ยื่นจดหมาย

2. ปราศรัย

3. การแสดงละครเชิงสัญญาลัก

4. เสนอได้เลยครับ

UPR Report vs. Reality (1)

ข่าวจาก http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35720

ส่งผู้ต้องขังเสื้อแดงอุบลเข้าไอซียู

จองจำแม้เจ็บป่วย – แม้นายคำพลอย นะมี ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงวัย 60 ปี จะป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ครึ่งซีกจะนอนหมดเรี่ยวแรง แต่นายณัฐพงษ์ (ไม่ทราบนามสกุล) เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางอุบลราชธานีก็ยังตรึงขาข้างซ้ายที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาไว้ด้วยโซ่อย่างแน่นหนากับเตียง แม้ภรรยาของผู้ป่วยจะร้องขอให้หย่อนโซ่ลงบ้างแต่ก็ไม่เป็นผล

คำพลอย นะมี ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงอุบลราชธานี ถูกส่งตัวเข้ารักษาในห้องไอซียู ร.พ.สรรพสิทธิประสงค์ หลังพบอาการสมองบวมและมีเลือดออกในสมอง ภรรยาหมดคำพูด รอลุ้นศาลพิจารณาประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 27 มิถุนายน 2554 นายคำพลอย นะมี หนึ่งใน 21 ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงอุบลราชธานี ได้ถูกส่งตัวเข้ารักษาด่วนที่ห้องไอซียู ชั้น 4 อาคารวิชิต โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ หลังจากวันนี้แพทย์ได้เอกซเรย์ศีรษะแล้วพบว่า ผู้ป่วยวัย 60 ปีมีอาการสมองบวมและมีเลือดออกในสมอง

ก่อนหน้าที่จะถูกส่งเข้าห้องไอซียูนั้น นายคำพลอย ถูกควบคุมตัวออกมาจากเรือนจำกลางอุบลราชธานีเพื่อมารักษาตัวที่ห้องอายุรกรรมชาย เตียง 23 ชั้น 3 ตึก 3 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 โดยเขามีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะรุนแรง รับประทานอาหารไม่ได้   ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าตลอดเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายคำพลอยถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่ข้อเท้าซ้ายซึ่งเคยมีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีกอย่างหนาแน่น โดยที่นายณัฐพงษ์ (ไม่ทราบนามสกุล) ผู้คุมจากเรือนจำกลางอุบลราชธานีไม่ได้สนใจฟังคำร้องขอจากนางปรารถนา นะมี ภรรยาของผู้ป่วยว่า อย่าล็อกโซ่ให้ตึงนัก เพราะเมื่อต้องเปลี่ยนชุดตอนขับถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระลำบาก แต่คำขอของนางถูกปฏิเสธ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด นายคำพลอยถูกส่งตัวเข้าดูอาการที่ห้องไอซียู โดยเขาไม่สามารถลุกนั่งได้และมีอาการปวดหัวตลอดเวลา ซึ่งญาติของผู้ป่วยกล่าวว่า หากนายสันติ สงห้อง ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีเมตตาให้ประกันตัวเพื่อออกไปรักษาตัวอย่างเหมาะสมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา อาการของนายคำพลอยจะไม่เป็นอย่างนี้

นางปรารถนา นะมี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตลอดเวลาหนึ่งปีที่นายคำพลอยถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางอุบลราชธานีและไม่ได้ประกันตัวนั้นได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างยิ่งทั้งทางเศรษฐกิจ ด้านจิตใจ และเมื่อถึงตอนนี้ การไต่สวนคดีเสร็จสิ้นแล้วสามีของตนกลับกลายเป็นผู้ป่วยที่ไม่รับรู้ความเป็นไปรอบตัวได้มันยิ่งทำให้ตนเองไม่มีคำพูดถึงกระบวนการยุติธรรม

สำหรับการไต่สวนประกอบการของปล่อยตัวชั่วคราวกรณีนายคำพลอย นะมีที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2554 นี้ ทางนายวัฒนา จันทศิลป์ ทนายจำเลยจะได้เบิกตัวแทนพยาบาลจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ตัวแทนแพทย์จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์และตัวแทนผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงที่ทำหน้าที่ดูแลนายคำพลอยที่เริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2554 ขึ้นไต่สวนประกอบคำร้อง

ส่วนนี่คือข้อความจากรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทย ที่รัฐบาลไทยต้องเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อเข้ากระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิฯ ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

37. เกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการในระบบราชทัณฑ์นั้น กฎหมายห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังเว้นแต่เป็นบุคคลที่น่าจะทำอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกายของตนเองหรือของผู้อื่น และเป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม โดยจะมีคณะกรรมการทบทวนคำสั่งการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังและประเมินสถานการณ์ทุกๆ 15 วัน นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการเพื่อเป็นการลงโทษ รวมทั้งห้ามใช้กับผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 60 ปีและ ผู้ต้องขังหญิง นอกจากนี้ ในส่วนของสภาพเรือนจำ สถานที่คุมขัง และสถานที่กักตัวนั้น ประเทศไทยได้ดำเนินการปรับปรุงสภาพของสถานที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับหลักทัณฑวิทยา หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชน

(ที่มา http://www.mfa.go.th/humanrights/ และ http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/_UPR_final.pdf)

อ่านประกอบกันแล้ว อืมมม เขียนให้สวยหรูน่ะเขียนได้ค่ะ แต่…รัฐบาลอย่าลืมว่าไ่ม่ได้มีแค่รายงานของรัฐบาลนะคะที่ส่งไป เตรียมคำตอบสวยๆ ไว้ด้วยแล้วกันนะคะ

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่1

สวัสดีวันชาติ 24 มิถุนา :)

หมุดคณะราษฎร

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่1

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำ กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนเรียนเสร็จแล้วและทหารปลดกองหนุนแล้วไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบและเสมียนเมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง ให้มีงานทำ จึ่งจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อย ๆ ไป เงินมีเหลือเท่าใดก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้ว-ตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการ อาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศ และช่วยตัวราษฎร บุตรหลานเหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า